อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าพ่อเทคเบอร์ 1 ออกมายืนยันผ่าน X ว่า เงินซื้อความสุขไม่ได้ และงานวิจัยจิตวิทยาระดับโลกก็สนับสนุนความจริงข้อนี้ ชี้ว่ามีส่วนจริง
หลายสื่อต่างตีข่าว หัวข้ออมตะ ‘เงินซื้อความสุขไม่ได้’ แต่ครั้งนี้เมื่อ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) บุรุษที่ร่ำรวยที่สุดในโลกคนหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้น ๆ กลับทรงพลังสำหรับคนเจนเนอเรชั่นใหม่ ๆ ที่อาจเห็นด้วย

“Whoever said ‘money can’t buy happiness’ really knew what they were talking about”
(ใครก็ตามที่เคยพูดว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ พวกเขาช่างรู้ซึ้งถึงสิ่งที่พูดจริง ๆ) พร้อมอีโมจิใบหน้าเศร้า
โพสต์นี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามตามมามากมายว่า ในเมื่อเขามีทรัพย์สินมหาศาลขนาดที่สามารถซื้อดาวเคราะห์ได้ซัก 7 ดวง เหตุใดเขาถึงยังโหยหาความสุขที่เงินซื้อไม่ได้ ? คำตอบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ในมุมมองของความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังมี “หลักฐานทางจิตวิทยา” ที่รองรับอย่างแน่นหนา
งานวิจัย : ต้นทุนทางจิตใจ
จากการศึกษาของ Dr. Robert Kenny นักจิตวิทยาพัฒนาการและที่ปรึกษาอาวุโสของ Center on Wealth and Philanthropy แห่ง Boston College ทำการวิจัยกลุ่มตัวอย่างมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินสุทธิมากกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 900 ล้านบาทขึ้นไป) พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ‘เงิน’ ไม่ได้เป็นเพียงตัวช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเท่านั้น แต่มันคือหนึ่งใน ‘กำแพง’ และ ‘วิกฤตตัวตน’ ในแบบที่คนทั่วไปคาดไม่ถึง
1.เมื่อมรดกคือดาบสองคม
หนึ่งในสิ่งที่กลุ่มมหาเศรษฐีกังวลมากที่สุดไม่ใช่เรื่องผลกำไรขาดทุน แต่คือ การเป็นพ่อแม่ที่ดี ตามงานวิจัยของ Dr. Kenny ระบุว่า พ่อแม่ที่ร่ำรวยมักมีความเครียดสูงเกี่ยวกับอนาคตของบุตรหลาน เพราะกังวลว่า หากเด็กคนหนึ่งรู้ว่าตัวเองว่ามีเงินมหาศาลในกองทุนมรดก (Trust Fund) อะไรจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เขาอยากตื่นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
เด็กที่โตมาในครอบครัวเศรษฐีมักสงสัยเสมอว่า ความสำเร็จที่เขาได้รับนั้นมาจากความสามารถที่แท้จริง หรือเพราะนามสกุลและอิทธิพลของพ่อแม่กันแน่
พวกเขามักกังวลว่าเพื่อนที่คบอยู่ หรือคนรักที่ก้าวเข้ามา เข้ามาเพราะตัวตนของเขา หรือเพราะผลประโยชน์ทางการเงิน
2.ภาวะโดดเดี่ยวบนจุดสูงสุด
Dr. Kenny ค้นพบว่า ‘ความโดดเดี่ยว’ คือปัญหาอันดับหนึ่งของคนรวย ยิ่งระดับความมั่งคั่งสูงขึ้นเท่าไหร่ ความสัมพันธ์รอบตัวกลับยิ่งเปราะบางลง :
ความเห็นใจที่หายไป : เมื่อเศรษฐีประสบปัญหาทางจิตใจ สังคมมักจะไม่ให้ความสำคัญ และมองว่า “มีเงินเยอะขนาดนั้นจะเครียดอะไร” ความรู้สึกที่ถูกสังคมเมินเฉยต่อความเจ็บปวด (Invalidation) ทำให้พวกเขายิ่งถอยห่างออกมาอยู่คนเดียว
การสูญเสียกลุ่มสนับสนุน : ในขณะที่คนทั่วไปมีเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมยากจากการดิ้นรนสร้างชีวิต แต่สำหรับมหาเศรษฐี ความสัมพันธ์มักถูกตั้งอยู่บนพื้นฐานทางธุรกิจ หรือการคาดหวังผลประโยชน์ ทำให้ขาดกัลยาณมิตรที่จะคอยประคองในวันที่ล้ม
3.สภาวะเสรีภาพที่ล้นเกิน
คนทั่วไปใฝ่ฝันถึงอิสรภาพทางการเงิน เพราะมันหมายถึงการทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แต่ในทางจิตวิทยา เมื่อมนุษย์เข้าถึงเสรีภาพสมบูรณ์แบบ (Total Freedom) ทั้งในแง่ของเวลาและพื้นที่ พวกเขามักจะเกิดอาการ ‘หลงทาง’
Dr. Kenny อธิบายว่า เมื่อคุณมีเงินจนสามารถซื้อบ้านกี่หลังก็ได้ เดินทางไปที่ไหนก็ได้บนโลก หรือสร้างโครงการอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา คุณจะเริ่มเข้าสู่ภาวะ ‘อิ่มตัวจากทางเลือก’ (Choice Overload) จนสุดท้ายจะเกิดคำถามที่น่าสะพรึงกลัวว่า ‘แล้วไงต่อ ?’ (Now what ?)
เมื่อไม่มีขีดจำกัดด้านงบประมาณ ชีวิตจะขาดแรงต้านที่จำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพภายใน ทำให้คนรวยหลายคนตกอยู่ในภาวะที่ Dr. Kenny เรียกว่า จิตวิญญาณที่หยุดนิ่ง (Dispirited) เพราะพวกเขาไม่ต้องพยายามเพื่อสิ่งใดอีกต่อไป
เงินซื้อความปลอดภัยได้ แต่ซื้อความเป็นมนุษย์ไม่ได้
บทความวิจัยใน APA ย้ำเตือนความจริงที่สำคัญว่า เงินสามารถซื้อโรงเรียนชั้นนำได้ แต่ซื้อความฉลาดไม่ได้ ซื้อบ้านที่ปลอดภัยที่สุดได้ แต่ซื้อความอบอุ่นในครอบครัวไม่ได้ และซื้อยารักษาโรคที่แพงที่สุดได้ แต่ซื้อสุขภาพที่ยืนยาว ไม่ได้เสมอไป
มหาเศรษฐีหลายคนในงานวิจัยยอมรับว่า แม้พวกเขาจะรักความสะดวกสบายที่เงินมอบให้ แต่เงินไม่ได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการสูญเสีย ความเศร้าโศกจากการเลิกรา หรือความว่างเปล่าของการไม่มีเป้าหมายในชีวิต
งานวิจัยของ Dr. Kenny ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจสำหรับคนทั่วไปที่ยังดิ้นรนสร้างตัวว่า อย่าปล่อยให้การวิ่งตามหาความมั่งคั่งมาเบียดบังการสร้าง ‘ความหมายของชีวิต’ เพราะหากคุณเข้าถึงจุดยอดของภูเขาเงินแล้ว พบว่าบนนั้นไม่มีใครรออยู่ และไม่มีเป้าหมายใดให้ไปต่อ เมื่อนั้นคุณจะรู้ซึ้งถึงความหมายของประโยคที่ว่า เงินซื้อความสุขไม่ได้