ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย การแก้ไขปัญหาความยากจนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสงเคราะห์ระยะสั้น แต่คือการ “ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์” เพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น (Intergenerational Poverty)
มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Thailand) ในฐานะองค์กรสาธารณกุศลที่ดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนมาอย่างยาวนาน ยกระดับพันธกิจการพัฒนาเชิงรุก ขับเคลื่อนโครงการ “เพ(ร)าะรัก” โมเดลแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจากรากเหง้า เพื่อเป็นกลไกหลักในการส่งมอบโอกาสและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับครัวเรือนและชุมชน ปักธงสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนห่างไกลหวังสร้างกลไกพึ่งพาตนเองที่ยั่งยืน โดยโครงการนี้เดินเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้
จากการให้สู่การสร้างความยั่งยืน
โครงการ “เพ(ร)าะรัก” คือการออกแบบโซลูชั่นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาของเด็กกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ ชื่อโครงการสื่อถึงนัยสำคัญ 2 ประการ คือการ “เพาะ” เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส และการทำ “เพราะ” ความรักที่มุ่งหวังเห็นเพื่อนมนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จากการสำรวจสถิติเชิงลึกพบว่า เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกลยังคงเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชิงซ้อน (Multidimensional Poverty) ทั้งในด้านโภชนาการ การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ มูลนิธิศุภนิมิตฯจึงได้วางโครงสร้างการช่วยเหลือผ่าน 4 ด้านที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เพื่อสร้าง Ecosystem แห่งความยั่งยืน เช่น การสนับสนุนด้านการศึกษา การส่งเสริมโภชนาการที่มีคุณภาพ, การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดและสุขอนามัย, การส่งเสริมอาชีพให้ครอบครัว และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ให้กับเด็ก
ด้วยแนวคิดที่มุ่งมั่น จึงทำให้โครงการเพ(ร)าะรัก ไม่ได้เป็นเพียงการส่งมอบสิ่งของเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่คือการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับเด็กและครอบครัว สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองในระยะยาว ด้วยความเชื่อว่าการหยิบยื่นโอกาสผ่านการอุปการะเด็กหรือการสนับสนุนโครงการพัฒนาต่าง ๆ จะเป็นเหมือนการรดน้ำพรวนดินให้ชีวิตเล็ก ๆ เติบโตอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ
นอกจากนี้ ยังพบว่าครอบครัวที่ได้รับโอกาสในหลายพื้นที่ ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าประทับใจเกิดขึ้น นับตั้งแต่เริ่มโครงการในปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์เบื้องหลังโครงการว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯได้อยู่เคียงข้างเด็ก ๆ ในพื้นที่ที่ยากลำบากที่สุด โดยมีโครงการเพ(ร)าะรักเป็นตัวแทนของการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังผ่านความรักที่เรามีต่อเพื่อนมนุษย์
เราไม่ได้เพียงแค่ให้สิ่งของ แต่เข้าไปช่วยให้เขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะหัวใจสำคัญของการทำงานคือ ความยั่งยืนที่จะติดตัวเด็กและครอบครัวไปตลอดชีวิต แม้โครงการจะจบลง แต่เมล็ดพันธุ์ที่เราช่วยกันปลูก ก็จะยังคงเติบโตต่อไปอย่างแน่นอน
ตัวอย่างความสำเร็จคือในพื้นที่ ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของโครงการ สภาพภูมิศาสตร์ที่ห่างไกลและข้อจำกัดด้านอาชีพทำให้ครอบครัวส่วนใหญ่มีรายได้ไม่แน่นอนจากการรับจ้างทำไร่ชา

นางหมี่จ๊ะ มารดาของเด็กชายอาหือ (วัย 10 ปี) สะท้อนภาพความเป็นจริงว่า เดิมทีครอบครัวไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถส่งเสียบุตรชายให้เรียนต่อในระดับสูงได้ เนื่องด้วยรายได้จากการใช้แรงงานที่ไม่คงที่ แต่การเข้ามาของโครงการ “เพ(ร)าะรัก” ได้เข้ามาอุดช่องว่างดังกล่าว ไม่ใช่เพียงแค่เงินสนับสนุน แต่คือการมอบ “โอกาสทางการศึกษา” ที่เปรียบเสมือนตั๋วเดินทางสู่ชีวิตที่ดีกว่า
ขณะที่ เด็กชายอาหือ ตัวแทนของเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการเพาะบ่ม กล่าวด้วยแววตาแห่งความหวังว่า การได้รับชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนทำให้มีกำลังใจที่จะเรียนต่อ ความฝันของตนคือการเป็นตำรวจเพื่อกลับมาดูแลความปลอดภัยให้คนในชุมชน

สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า เมื่อเด็กได้รับปัจจัยพื้นฐานที่เพียงพอ พวกเขาจะเริ่มกล้าฝันและมองเห็นศักยภาพของตนเองในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคม
โครงการ “เพ(ร)าะรัก” กำลังดำเนินมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะปิดรับการสนับสนุนในเดือนมีนาคมนี้ ทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนได้