Skip to content

นโยบายชูโรงภูมิใจไทย “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 เติมเงิน 2,000-2,400 บาท

11 ก.พ. 2569 | 18:04น.
นโยบายชูโรงภูมิใจไทย “คนละครึ่ง พลัส”  เฟส 2 เติมเงิน 2,000-2,400 บาท

“คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 เดินหน้าต่อ เติมเงิน 2,000-2,400 บาท กระตุ้นกำลังซื้อ พร้อมเปิดลงทะเบียนใหม่หลังทบทวนเงื่อนไข

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น หลังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ยังเดินหน้าต่อ แม้อยู่ระหว่างการทบทวนรายละเอียดเพิ่มเติม โดยรูปแบบการสนับสนุนเงินยังคงโครงสร้างเดิม เพื่ออัดฉีดกำลังซื้อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง

คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ยังเดินหน้า เติมเงินกลุ่มเดิม 2,000-2,400 บาท

สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่ากลุ่มประชาชนเดิมจะยังได้รับสิทธิ์ตามกรอบเดิม แบ่งเป็นผู้ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้รับ 2,400 บาท และบุคคลทั่วไปที่เคยลงทะเบียนไว้จะได้รับ 2,000 บาท

ขณะเดียวกัน ผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียนจะได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการก่อน โดยภาครัฐกำลังทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่ พร้อมปรับปรุงระบบลงทะเบียนให้ง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น ทั้งนี้ การเดินหน้าโครงการยังต้องพิจารณาปัจจัยด้านงบประมาณและความพร้อมของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ประกอบกัน

มาตรการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่รัฐบาลใช้กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ท่ามกลางช่วงรอยต่อทางการเมือง

ตลาดหุ้นตอบรับการเมืองใหม่ เงินทุนไหลเข้า หนุนบาทแข็งค่า

ภายหลังผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตลาดหุ้นไทยตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดปิดที่ 1,410.44 จุด ปัจจัยสำคัญมาจากเงินทุนต่างชาติไหลเข้า (Fund Flow) ซึ่งยังส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า หากเงินบาทแข็งค่าตามปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ หรือเกิดจากเงินทุนไหลเข้าอย่างปกติ ถือเป็นสัญญาณที่ยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ธนาคารแห่งประเทศไทยติดตามการเคลื่อนไหวที่อาจเกิดจากการเก็งกำไรค่าเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความผันผวนที่ผิดปกติ

เศรษฐกิจไทยปี 2568 มีลุ้นโตเกิน 2.2% ตั้งเป้าปี 2569 ขยายตัว 3% พลัส

ด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทย นายเอกนิติมั่นใจว่าไตรมาส 4 ปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดไว้ที่ 1.8% จากเดิมทั้งปีเคยประเมินเพียง 0.3% ปัจจุบันคาดว่าเศรษฐกิจทั้งปี 2568 อาจเติบโตได้มากกว่า 2.2%

แรงหนุนสำคัญมาจากมาตรการรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” โครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ที่กระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง รวมถึงการเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงปลายปีงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทางการต้องรอการประกาศจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

สำหรับปี 2569 รัฐบาลตั้งเป้าจีดีพีเติบโตระดับ 3% พลัส แม้ยอมรับว่ามีข้อจำกัดจากช่วงรอยต่อทางการเมือง แต่ยังสามารถขับเคลื่อนโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วได้ต่อเนื่อง โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ดันปีแห่งการลงทุน ชู BOI 80 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท

หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการผลักดันให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พร้อมลงทุนในไทยกว่า 80 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 4.8 แสนล้านบาท และคาดว่ายอดขอรับการส่งเสริมจะสูงกว่าปีก่อนถึง 9%

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่ยังไม่สามารถออกนโยบายใหม่ได้เต็มรูปแบบ

เติมสภาพคล่องเอสเอ็มอี ผ่าน SME Credit Boost และกองทุน FIDF

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการช่วยเหลือลูกหนี้และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และ “SME Credit Boost” ซึ่งเป็นโครงการเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี

โครงการ SME Credit Boost ใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยกระทรวงการคลังได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อเร่งดำเนินการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาสภาพคล่องและเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของพรรคแกนนำรัฐบาล ที่มุ่งใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภค ควบคู่กับการเร่งลงทุนภาครัฐและเอกชน เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองก็ตาม