ประเทศไทยเผชิญปัญหาขยะ 27-28 ล้านตันต่อปี แต่สามารถกำจัดอย่างถูกต้องได้เพียง 50% โดยใช้งบประมาณจัดการขยะมากกว่างบฯการศึกษาและงบฯสาธารณสุขรวมกัน
ขณะที่ 50% ของขยะเป็นขยะเปียก (เศษอาหาร) ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้หากไม่มีการแยก แต่หากแยกออกมาจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มาก เช่น ผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDF
กรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม ร่วมกับองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งเดนมาร์ก (DEPA) สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ประจำประเทศไทย และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จัดแถลงข่าว “โครงการนำร่องคัดแยกขยะครัวเรือนในคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานคร”
เพื่อสร้างต้นแบบระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องนโยบาย “ไม่เทรวม” และข้อบัญญัติค่าธรรมเนียมการจัดการขยะฉบับใหม่ โดยมีเป้าหมายขยายผลไปยัง 50 เขตของกรุงเทพมหานครและพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงภูมิภาคอาเซียน
นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารด้านความยั่งยืน กทม. เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กทม. ต้องแบกรับภาระจัดการมูลฝอยกว่า 9,000 ตันต่อวัน ซึ่งกว่า 50% เป็นขยะเศษอาหารที่ต้องแยกออกมาตั้งแต่ต้นทาง กทม. จึงขับเคลื่อนนโยบาย “ไม่เทรวม” อย่างจริงจัง
โดยยกระดับสู่การบังคับใช้ข้อบัญญัติค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 ที่ยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) เพื่อใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์สร้างแรงจูงใจ โดยครัวเรือนที่คัดแยกขยะจะเสียค่าธรรมเนียมเพียง 20 บาท ส่วนผู้ที่ไม่คัดแยกจะต้องชำระในอัตราที่สูงขึ้น

นายพรพรหมกล่าวต่อว่า ตอนนี้มีคอนโดฯเข้าร่วมโครงการ 1,659 แห่ง จากทั้งหมดประมาณ 3,700 แห่ง โดยได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียม แต่ กทม. ต้องเข้าไปตรวจสอบว่าไม่ใช่แค่ลงทะเบียนแล้วจบ ต้องมีการแยกขยะจริง
ล่าสุดผู้ว่าฯ กทม. ได้เยือนคอนโดฯตัวอย่างที่เขตบางซื่อ ซึ่งแยกขยะในห้องขยะได้อย่างดี โดยเศษอาหารที่แยกได้จะมีเกษตรกรมารับไปใช้แทนอาหารสัตว์ ถ้าทุกห้องให้ความร่วมมือแยกขยะ ปริมาณจะมากพอให้เกษตรกรสนใจมารับ นอกจากคอนโดฯแล้ว ยังมีครัวเรือนรวมทั้งบ้านเดี่ยวและกลุ่มอื่น ๆ เข้าร่วมแล้ว 8 ล้านครัวเรือน เทียบกับจดทะเบียนใน กทม. ประมาณ 3 ล้านกว่าครัวเรือน
ไม่รวมขยะ-ปรับระบบรถเก็บ
นโยบายสำคัญคือต้อง “ไม่รวม” คือไม่ใช่แยกมาแล้วรถขยะมาเอาไปรวมกัน ปัจจุบันคอนโดฯที่เข้าร่วมจะมีรถของสำนักงานเขตเฉพาะไปเก็บเศษอาหาร หรือหากปริมาณไม่มากก็ฝากไปกับรถขยะปกติได้ โดยจะมีช่องเฉพาะสำหรับเศษอาหาร นายพรพรหมอธิบายว่า กทม. กำลังปรับระบบรถขยะให้มีช่องสำหรับเศษอาหาร และเนื่องจากผู้ที่ลงทะเบียน 20 บาทจะมีพิกัด จึงรู้ว่าบ้านไหนแยกขยะ สามารถออกแบบเส้นทางเก็บได้
ภาคเอกชน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม มีการลดขยะค่อนข้างมาก จากเกือบหมื่นตันลดลงมาเหลือ 9,000 กว่าตัน โดยตั้งเป้าลดให้แตะ 9,000 ตันต้น ๆ ให้ได้
“ซึ่งจะประหยัดงบประมาณไปได้ประมาณหลายร้อยล้านบาท เพราะขยะ 1 ตันมีค่าใช้จ่าย 2,300 บาท เราประหยัดได้วันละเกือบพันตัน สำหรับภาคเอกชนที่ไม่แยกขยะ จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 8,000 บาทต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากเดิมที่จ่ายอยู่ 2,000 บาท
ต้องมีระบบดี-บริหารดี ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ขยะถือว่าเป็นปัญหาที่สะสมมานาน หลายรัฐบาลประกาศขยะเป็นวาระแห่งชาติ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะขับเคลื่อนให้เกิดผล
โดยเมื่อพูดถึงดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ไทยอยู่อันดับ 116 ได้ 33 คะแนน ปัญหาพื้นฐานคือเรื่องคอร์รัปชั่น ขยะก็เช่นเดียวกัน กว่าจะมาเคลียร์ก็ใช้เวลานาน นี่คือปัญหาที่ต้องก้าวข้าม ถ้ามีระบบที่ดี บริหารที่ดี เทคโนโลยีเรื่องขยะไม่ต้องพูดถึง เพียงแต่ทำให้มันโปร่งใสและตรวจสอบได้
ดร.วิจารย์กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนำขยะกลับมาเป็นทรัพยากรอีกครั้ง มันต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบให้รีไซเคิลได้
ซึ่งตอนนี้กำลังทำกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ให้ผู้ผลิตผู้จำหน่ายต้องเอาซากบรรจุภัณฑ์กลับไปเป็นวัตถุดิบอีกครั้ง โดยยึดหลักการ Polluter Pays Principle ที่ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่ายด้วยในส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่จะนำมาใช้

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในฐานะที่ปรึกษาได้ลงสำรวจพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลรูปแบบการบริหารจัดการขยะครัวเรือนในคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบายไม่เทรวม
ผลการศึกษาพบว่าขยะมูลฝอยที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ขยะอาหาร กระดาษเลอะหรือเปื้อน พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ และแก้ว เมื่อแยกประเภทพบว่า ขยะทั่วไป 41% ขยะเศษอาหาร 35% ขยะรีไซเคิล 21% และขยะอันตราย 3%
ดร.วิจารย์ระบุว่า การจัดการขยะของคอนโดฯให้มีประสิทธิภาพนอกจากแนวทางการพัฒนาระบบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละแห่งแล้ว อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ “การสื่อสารประชาสัมพันธ์” เพื่อให้ลูกบ้านและผู้พักอาศัยได้รับรู้ถึงแนวทางการพัฒนาระบบและสร้างความรู้ความเข้าใจการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง รวมถึงสร้างจิตสำนึกและส่งเสริมความร่วมมือ
โครงการได้จัดทำแนวทางการพัฒนาระบบการจัดการขยะครัวเรือนในคอนโดฯกรุงเทพมหานครอย่างเป็นระบบควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง เพิ่มปริมาณวัสดุกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ลดปริมาณขยะที่ต้องส่งกำจัดปลายทาง และสร้างสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
โครงการนี้ได้คัดเลือกคอนโดมิเนียมในพื้นที่เขตคลองเตยและเขตวัฒนา จำนวน 10 แห่ง มาสร้างโมเดลต้นแบบการจัดการขยะที่หลากหลายและยืดหยุ่น ให้คอนโดมิเนียมอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่าย ทำให้สามารถขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขต
และเป็นมาตรฐานที่สามารถขยายต่อไปยังพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงภูมิภาคอาเซียน เพื่อร่วมกันฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน และคืนสมดุลให้โลกอย่างยั่งยืน