เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอกนิติ สั่งเบรกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ หวั่นซ้ำเติมบรรยากาศท่องเที่ยว-สายการบิน
Economic เอกนิติ สั่งเบรกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ หวั่นซ้ำเติมบรรยากาศท่องเที่ยว-สายการบิน
เครื่องนุ่งห่มไทยชี้ FTA ไทย-EU ดันส่งออกโต 20-57% ใน 5 ปี เร่งดึงทุนไต้หวันเสริมต้นน้ำ
Economic เครื่องนุ่งห่มไทยชี้ FTA ไทย-EU ดันส่งออกโต 20-57% ใน 5 ปี เร่งดึงทุนไต้หวันเสริมต้นน้ำ
อ้วยอันโอสถ : แบรนด์สมุนไพร 79 ปี ไม่ใช่แค่รักษาของเดิม แต่ต้องเข้าใจโลกใหม่
Business อ้วยอันโอสถ : แบรนด์สมุนไพร 79 ปี ไม่ใช่แค่รักษาของเดิม แต่ต้องเข้าใจโลกใหม่
ราคาทองวันนี้ (22 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (22 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,150 บาท
คมนาคมเปิดแผนยกระดับขนส่ง ‘ลำลูกกา-ธัญบุรี’ ดึง อปท.เดินรถชะลอรถไฟฟ้าคูคต-วงแหวนฯ
Politics คมนาคมเปิดแผนยกระดับขนส่ง ‘ลำลูกกา-ธัญบุรี’ ดึง อปท.เดินรถชะลอรถไฟฟ้าคูคต-วงแหวนฯ
เอกนิติ เปิด 5 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย ปี’70 ย้ำยึดวินัยการคลัง
Finance เอกนิติ เปิด 5 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย ปี’70 ย้ำยึดวินัยการคลัง
พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินกลับจากญี่ปุ่น
ข่าวในพระราชสำนัก พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินกลับจากญี่ปุ่น
เอกนิติชี้ภาษีรถยนต์ยังอยู่ระหว่างพิจารณา ชง ครม.แค่โปรเจ็กต์เปลี่ยนผ่านพลังงาน 1 แสนล้าน
Finance เอกนิติชี้ภาษีรถยนต์ยังอยู่ระหว่างพิจารณา ชง ครม.แค่โปรเจ็กต์เปลี่ยนผ่านพลังงาน 1 แสนล้าน
ฮูตีเปิดจุดอ่อนซาอุดีฯ สะเทือนเชื่อมั่น Vision 2030
World ฮูตีเปิดจุดอ่อนซาอุดีฯ สะเทือนเชื่อมั่น Vision 2030
เปิดตัวอีวีบัส ‘หาดใหญ่’ วิ่งฟรีก่อนเก็บเงิน 13 พ.ย.นี้
เศรษฐกิจภูมิภาค เปิดตัวอีวีบัส ‘หาดใหญ่’ วิ่งฟรีก่อนเก็บเงิน 13 พ.ย.นี้
ดูทั้งหมด

10 ปีวิกฤต “ซับไพร์ม” โลกนี้ยังเต็มไปด้วย “หนี้” !!!

09 ส.ค. 2560 | 21:27น.

คนทั่วไปมักถือกันว่าจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางการเงินระดับโลกเมื่อราว 10 ปีก่อน เริ่มต้นในทันทีที่ธนาคารมหึมาอย่าง เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มทั้งยืน ต้องยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์สินตามกฎหมายล้มละลายในปี 2008

สัญญาณหายนะทางการเงินโลกเริ่มต้นก่อนหน้านั้น มันเริ่มต้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคมเมื่อปี 2007 จุดแรกที่เกิดปรากฏการณ์ “ฟ้าผ่า” ไม่ใช่ในสหรัฐอเมริกา แต่เป็นในฝรั่งเศส เมื่อ “บีเอ็นพี พาริบาส์” ธนาคารใหญ่ของประเทศ ประกาศการ “อายัดทรัพย์สิน” ทั้งหมดของกองทุนบริหารความเสี่ยง หรือเฮดจ์ฟันด์ 3 กองทุน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ในตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐอเมริกาอย่างหนัก

เหตุการณ์ลุกลามต่อเนื่องจนทำให้ในเวลาต่อมา ทางการสหรัฐอเมริกาต้องกระโดดเข้าอุ้ม “แบร์สเติร์นส์” กระนั้นก็ยังไม่สามารถยับยั้งปรากฏการณ์ในระดับทำลายล้างที่เกิดขึ้นตามมาได้ เมื่อ “เลห์แมน บราเธอร์ส” หนึ่งในกิจการธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของวอลล์สตรีตล่ม ทุกอย่างก็กลายเป็นประวัติศาสตร์

หลังจากนั้นโลกก็ได้รับรู้ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวภายในระบบการเงินโลก ได้รู้ว่าธนาคารทั้งหลายเต็มใจรับเอาความเสี่ยงเข้ามาอยู่กับตัวโดยที่ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แล้วเรียกกระบวนการสุ่มเสี่ยงนั้นว่า “นวัตกรรมทางการเงิน” โลกได้รู้ว่าบรรดาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้งหลาย ก็ตกอยู่ในสภาพ “นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น” แม้แต่บรรดาผู้ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งหลายก็กลายเป็นเพียงตอไม้นิ่งเฉย

ผ่านไป 10 ปี หลังจากจุดเริ่มต้นของ”ดราม่าทางการเงิน” ครั้งใหญ่ดังกล่าว คำถามที่สมควรถามคือ ระบบการเงินและโลกทั้งใบปลอดภัยขึ้นหรือไม่และอย่างไร ?

นักสังเกตการณ์ระบบการเงินโลกให้คำตอบไว้ว่า ในห้วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ที่เป็นจริงในเวลานี้มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย มีทั้งที่พัฒนาไป และมีทั้งที่ยังต้องคอยวิตกกังวล

ข่าวดีก็คือวิกฤตใหญ่ในครั้งนั้นสอนบทเรียนล้ำค่าให้กับระบบการธนาคารของทั้งโลก ทำให้ธนาคารในยามนี้มีโฉมหน้าแตกต่างออกไปอย่างใหญ่หลวงจากสภาพเมื่อปี 2007 ตัวอย่าง เช่น ระบบธนาคารของหลาย ๆ ประเทศ มีทุนสำรองของตัวเองเป็นกันชนอยู่มากพอที่จะดูดซับปัญหาระดับที่เคยเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทางการอีกต่อไป

บรรดาผู้กำกับดูแลภาคการธนาคารและการเงิน ในยามนี้มีพันธะที่ต้องใช้สมองครุ่นคิด พิจารณาและวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนตัดสินใจด้วยตัวเองว่า ธนาคารไหนจำเป็นต้อง “เพิ่มทุน” แทนที่จะปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามแบบจำลองตายตัวเหมือนก่อนหน้านี้

ความร่วมมือระหว่างนานาชาติเพื่อการนี้มีมากขึ้น และเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นกว่าเดิม นับตั้งแต่มีการก่อตั้ง “คณะกรรมการเพื่อเสถียรภาพทางการเงิน” (เอฟเอสบี) ขึ้นเมื่อปี 2009 ความโปร่งใสในระบบเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน การซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำเป็นต้องดำเนินการผ่าน “องค์กรกลาง” ที่จะทำหน้าที่เคลียริ่ง แต่ในเวลาเดียวกันก็หมายความว่า การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ที่เคยเกิดเป็นพิษขึ้นมาเมื่อก่อนหน้านี้ จะไม่ถูกปล่อยให้กลายเป็นฟองสบู่ขนาดมหึมา โดยที่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสังเกตพบอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี

ข้อที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนพยายามย้ำให้ตระหนักกันไว้เสมอก็คือ ระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากซากของวิกฤตเมื่อ 10 ปีก่อนนั้น “ยังไม่เคยผ่านการทดสอบ” ที่แท้จริงมาก่อน

ข้อพินิจพิเคราะห์และตัดสินใจของผู้ทำหน้าที่กำกับดูแล สามารถ “ไว้วางใจ”ได้หรือไม่ หากเกิดมีธนาคารขนาดใหญ่อีกสักแห่งตกอยู่ในอันตราย หรือถึงที่สุดแล้วก็ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากรัฐ อันหมายถึงเงินภาษีอากรจากกระเป๋าของประชาชนคนเดินดินทั่วไปอีกครั้ง ?

ความจริงก็คือ เรื่องนี้ไม่มีวันพิสูจน์ได้จนกว่าจะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินใหญ่โตขึ้นมาอีกครั้ง ทุกคนได้แต่บอกเท่านั้นว่า สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปดีกว่าในช่วงระหว่างปี 2007-2009 มากมายนัก

ข่าวร้ายก็คือ หากพิจารณากันจริงจังและถี่ถ้วนมากขึ้น ปัจจัยบางอย่างที่ลึก ๆ แล้วเคยเป็นสาเหตุของวิกฤตเมื่อ 10 ปีก่อนก็ยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน สาเหตุเป็นเพราะสิ่งที่นักการเงิน การธนาคารเรียกว่า “พาราดอกซ์ ออฟ โพลิซี” หรือความขัดแย้งกันเองเชิงนโยบาย ที่โลกนำมาใช้เพื่อแก้วิกฤตดังกล่าว

ประเทศส่วนใหญ่แก้ปัญหาด้วยการหั่นอัตราดอกเบี้ยลงจนแทบไม่หลงเหลือ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และป้องกันไม่ให้ภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นจากวิกฤตกลายเป็นภาวะเงินฝืดที่แก้ไขได้ยากเย็น

ปัญหาก็คือ หนทางเยียวยาดังกล่าวควรเป็นนโยบายฉุกเฉิน ที่ถูกนำมาใช้ในสถานการณ์บังคับระยะสั้น ๆ เท่านั้น แต่ 10 ปีผ่านไป อัตราดอกเบี้ยในหลายประเทศยังต่ำเตี้ย บางประเทศอย่างญี่ปุ่น ถึงกับต้องงัดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นแบบติดลบมาใช้ ในอังกฤษ อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ที่ 0.25 เปอร์เซ็นต์ ในสหรัฐอเมริกา ก็อยู่เพียงแค่ระหว่าง 1 เปอร์เซ็นต์ ถึง 1.25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ในเวลาเดียวกัน ภาวะหนี้สินกลับไม่ได้ผ่อนคลายลง สัดส่วนของเงินที่ครัวเรือนตัดสินใจกันไว้เพื่อการออมลดลงสินเชื่อแบบง่าย ๆ และถูก ๆ กลายเป็นเรื่องปกติสามัญ

พร้อม ๆ กับสภาวะดังกล่าวนั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ในระดับอ่อนแอเกินไป จนผู้ที่รับผิดชอบไม่เต็มใจเสี่ยงกลับไปใช้เงื่อนไขทางการเงินเหมือนที่เคยใช้กันในภาวะปกติโดยเร็ว

ทั้งหมดนั้นกลายเป็น “สูตรสำเร็จ” อันเป็นที่มาของสภาพที่ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินเรียกว่า “ฟองสบู่หนี้” ซึ่งเกิดขึ้นให้เห็นกันในหลายประเทศ ทั้งหนี้สินภาครัฐ หนี้สินภาคเอกชน หรือในบางกรณีเป็นหนี้สินครัวเรือน เพราะยังคงต้องอาศัย “หนี้สิน” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกันต่อไป ตราบใดที่หลายต่อหลายประเทศยังหาเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีพอที่จะแทนที่หนี้สิน

ตราบนั้นวิกฤตโลกระลอกใหม่ ก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา !