Skip to content

วิชั่นซีอีโอใหม่ “ไทยแอร์เอเชีย” ตั้งเป้ากวาดมาร์เก็ตแชร์ในประเทศ 45%

26 ก.พ. 2569 | 18:04น.
วิชั่นซีอีโอใหม่ “ไทยแอร์เอเชีย” ตั้งเป้ากวาดมาร์เก็ตแชร์ในประเทศ 45%
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงถึง 2 ตำแหน่ง คือ “ไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) แทน “สันติสุข คล่องใช้ยา” ซึ่งเกษียณอายุ และ “ธนิต ธนธรรมานนท์” นั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน

“ไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) สายการบินไทยแอร์เอเชีย ให้สัมภาษณ์แนวทางการดำเนินธุรกิจ รวมถึงวิชั่นและเป้าหมายของสายการบินไทยแอร์เอเชีย หลังจากรับตำแหน่งเมื่อ 31 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

เพิ่มประสิทธิภาพ-ลดต้นทุน

“ไพรัชล์” บอกว่า ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินในปี 2569 นี้จะดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากปี 2568 เป็นปีที่มีปัจจัยลบตลอดปี ทั้งเรื่องความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อุบัติเหตุใหญ่ (อาคาร สตง.ถล่ม) น้ำท่วมใหญ่ ฯลฯ

รวมทั้งการเลือกตั้งที่เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว และน่าจะเห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่เร็ว ๆ นี้ ซึ่งมั่นใจว่ารัฐบาลชุดใหม่นี้จะยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในทุกตลาดอย่างต่อเนื่อง

โดยเห็นสัญญาณดีตั้งแต่ผลตอบรับในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมาไทยแอร์เอเชียที่มีผู้โดยสารชาวจีนเข้ามาประมาณ 3,000 กว่าคนต่อวัน และมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารสูงถึง 90-95% ในทุกเส้นทางบิน (จีน) ซึ่งดีกว่าปีที่แล้วที่มี Load Factor อยู่ที่ประมาณ 80%

แต่หากเทียบกับช่วงที่รุ่งเรืองในปี 2566-2567 ตัวเลขปีนี้อาจจะยังไม่กลับไปถึงจุดนั้น

ตั้งเป้ามีแชร์ในประเทศ 45%

ขณะเดียวกัน ปีนี้แอร์เอเชียก็จะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการบริหารจัดการภายในให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก เพื่อลดต้นทุนการบริหารจัดการ

“แม้ไทยแอร์เอเชียจะเป็นสายการบินราคาประหยัดที่มีต้นทุนต่ำอยู่แล้ว แต่หลังโควิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าเช่าเครื่องบิน ฯลฯ สูงขึ้น เราจึงต้องขันนอตให้แน่นขึ้น”

และบอกด้วยว่า หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคที่มีความผันผวนสูง คือ การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) โดยต้องประเมินความเสี่ยงให้รอบด้าน และหาแผนสำรองเพื่อลดความผันผวน

รวมถึงใช้กลยุทธ์ “หูตาไว” ในการขยับตัวตามกระแสโลกให้รวดเร็ว

โดยปีนี้ไทยแอร์เอเชียจะเน้นการรักษาฐานตลาดในประเทศให้แข็งแรง ส่วนตลาดต่างประเทศจะใช้กลยุทธ์ “หูตาไว” คือการขยับตัวตามกระแสให้เร็ว เช่น การทำโครงการ Fifth Freedom หรือกลยุทธ์การบินไปต่อจุดที่ 2 ที่เคยทำได้ดีในปีที่แล้ว ซึ่งปีนี้ก็น่าจะมีในลักษณะแบบนี้เพิ่มอีก

“ปีที่แล้วเรายังต้องเก็บคองอเข่า ปีนี้ผมอยากจะยึดหัวหาดตลาดเส้นทางบินภายในประเทศให้แข็งแรงยิ่งขึ้น จากส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 40% ในขณะนี้ ให้เพิ่มเป็น 45% ให้ได้ภายใน 1-2 ปีนับจากนี้”

รับเครื่องบินใหม่ 4-5 ลำปลายปีนี้

ในส่วนของการเพิ่มเครื่องบินและจำนวนที่นั่งเครื่องบินนั้น “ไพรัชล์” บอกด้วยว่า ไทยแอร์เอเชียมีแผนรับมอบเครื่องบินใหม่เข้าฝูงบินอีกประมาณ 4-5 ลำในช่วงปลายปีนี้ โดยยังคงใช้เครื่องบินรุ่น Airbus A320 เหมือนเดิม

“ปีที่ผ่านมาไทยแอร์เอเชียมีจำนวนผู้โดยสารรวมประมาณ 21 ล้านคน แบ่งเป็นเที่ยวบินภายในประเทศเกือบ 70% (สร้างรายได้ประมาณ 50-55%) เนื่องจากราคาตั๋วเฉลี่ยที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเส้นทางบินระหว่างประเทศนั้น ถ้าดูเฉพาะสายการบินในประเทศตอนนี้ไทยแอร์เอเชียยังคงมีจำนวนที่นั่งและเส้นทางบินเป็นอันดับ 1 ในเส้นทางจีนและอินเดีย”

เดินหน้าโครงการ “ตั๋วบินฟรี”

ซีอีโอคนใหม่ของไทยแอร์เอเชียยังบอกอีกว่า เพื่อเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง อยากให้รัฐบาลเอาโครงการ “บินอินเตอร์ฟรีบัตรโดยสารในประเทศ” ที่ค้างอยู่กลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

รวมถึงประชาสัมพันธ์เรื่องความปลอดภัยและความน่าท่องเที่ยวของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยประสานงานในระดับ G2G เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกับทางรัฐบาลจีน และพิจารณาเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมันสำหรับเที่ยวบินในประเทศ เนื่องจากปัจจุบันเที่ยวบินระหว่างประเทศไม่ต้องเสียภาษีนี้ ทำให้ต้นทุนในประเทศสูง

“แค่เรามีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีนโยบายที่เป็นรูปธรรม สถานการณ์ในประเทศนิ่ง การท่องเที่ยวของเราก็สามารถเติบโตได้ตามธรรมชาติ หรือมี Organic Tourism ได้แล้ว”

ย้ำขึ้นค่า PSC แต่ค่าตั๋วเท่าเดิม

“ไพรัชล์” ทิ้งท้ายด้วยว่า สำหรับกรณีที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ประกาศปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (PSC) จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาทต่อคน (มีผลตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป) นั้นไม่ได้มีผลทำให้ “ราคาตั๋ว” ของสายการบินเพิ่มขึ้น

แต่ผู้โดยสารจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นในส่วนของภาษีสนามบินเท่านั้น