เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ครม.ไฟเขียวงบกลาง 843 ล้าน ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดใต้
Politics ครม.ไฟเขียวงบกลาง 843 ล้าน ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดใต้
จับตาอาณาจักร 100 ไร่ ‘เดอะมอลล์โคราช’ ทายาทเจ๊เกียว เปิดใจทำไมต่อสัญญาเช่า 30 ปี
Real Estate จับตาอาณาจักร 100 ไร่ ‘เดอะมอลล์โคราช’ ทายาทเจ๊เกียว เปิดใจทำไมต่อสัญญาเช่า 30 ปี
เอกนิติ ยันทบทวน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ มุ่งช่วยคนจนจริง ชี้ 72 สิทธิช่วยเหลือยังคงเดิม
Politics เอกนิติ ยันทบทวน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ มุ่งช่วยคนจนจริง ชี้ 72 สิทธิช่วยเหลือยังคงเดิม
วราวุธ จ่อยกระดับอุตฯยานยนต์ xEV รับคลื่นลงทุนจีน ชูไทยฐานผลิต
Politics วราวุธ จ่อยกระดับอุตฯยานยนต์ xEV รับคลื่นลงทุนจีน ชูไทยฐานผลิต
‘จุลพันธ์’ รับหนังสือ สสทร. ค้าน “สูตรCARE” ปรับเงินบำนาญชราภาพ
Politics ‘จุลพันธ์’ รับหนังสือ สสทร. ค้าน “สูตรCARE” ปรับเงินบำนาญชราภาพ
ราคาทองวันนี้ (21 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท รูปพรรณขายออก 65,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (21 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท รูปพรรณขายออก 65,200 บาท
สำนักงานสลากฯ เปิดช่องทางยกเลิกตัวแทนจำหน่ายหวย เลือกรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
Finance สำนักงานสลากฯ เปิดช่องทางยกเลิกตัวแทนจำหน่ายหวย เลือกรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
‘สุริยะ’ รับชง ครม.ย้ายบิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ปัดล้างบางขั้ว ‘ธรรมนัส’ ชี้ยึดสุจริต-อาวุโส
Politics ‘สุริยะ’ รับชง ครม.ย้ายบิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ปัดล้างบางขั้ว ‘ธรรมนัส’ ชี้ยึดสุจริต-อาวุโส
วิกฤตน้ำมัน กระทบ ‘เส้นใยสังเคราะห์’ อุตสาหกรรมแฟชั่น
World วิกฤตน้ำมัน กระทบ ‘เส้นใยสังเคราะห์’ อุตสาหกรรมแฟชั่น
FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ สานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
Politics FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ สานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ดูทั้งหมด

‘เอกนัฏ’ ผ่าโครงสร้างพลังงานไทย เตรียมรื้อ “ค่าการกลั่น” สกัดกำไรลาภลอย-ดัดหลังพวกกักตุน

01 เม.ย. 2569 | 16:19น.
"เอกนัฏ พร้อมพันธุ์" ผ่าโครงสร้างพลังงานไทย ทุบโต๊ะรื้อ "ค่าการกลั่น" สกัดกำไรลาภลอย-ดัดหลังพวกกักตุน

“เอกนัฏ” กางพิมพ์เขียวเขย่าโครงสร้างพลังงานไทย เตรียมรื้อ “ค่าการกลั่น” หลังพบตัวเลขพุ่งผิดปกติ 13 บาทต่อลิตร ชูนโยบาย Cap เพดานสกัดกำไรลาภลอยคืนสู่กระเป๋าประชาชน พร้อมดัดหลังกลุ่มกักตุนเก็งกำไรด้วยการเปิดข้อมูล Flow น้ำมันแบบ Real-time และเดินหน้ายุทธศาสตร์ “คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ” แก้ปมวิกฤตขาดแคลนยั่งยืน ลั่น “ถ้าต้องทุบก็ทุบ-ถ้าต้องแทงก็แทง” ย้ำชัดจากนี้ต้องเปลี่ยน

ข้อจำกัดทางกฎหมายกับภารกิจ “เปลี่ยน” แนวทาง

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ โดยระบุถึงความชัดเจนภายหลังการเข้าหารือนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางการทำงานในกระทรวงพลังงาน ซึ่งนายเอกนัฏยืนยันหนักแน่นว่า “เริ่มคุยกันแล้ว” และแนวทางหลังจากนี้ “จะเปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เขาได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดทางเทคนิคของรัฐธรรมนูญไทยที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านในช่วงรอยต่อนี้มีความซับซ้อน

“รัฐธรรมนูญบ้านเราก็แปลกครับ วันนี้สถานะผมเป็น สส. ผมเข้าร่วมประชุมอะไรไม่ได้เลย เพราะติดรัฐธรรมนูญมาตรา 185 อยู่ ต้องรอวันถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่คงไม่ได้ห้ามที่ผมจะแสดงความคิดเห็นใช่ไหมครับ”

นายเอกนัฏแบ่งประเด็นปัญหาพลังงานที่ต้องจัดการออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1. เรื่องน้ำมัน ซึ่งเป็นปัญหาวิกฤตที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และ 2. เรื่องไฟฟ้า แต่ในนาทีนี้ ความเร่งด่วนอยู่ที่ “น้ำมัน” เนื่องจากเป็นปัญหาที่ซ้อนทับกันระหว่าง “ราคาที่แพง” และ “สินค้าที่ขาดแคลน”

วิเคราะห์ปม “น้ำมันขาดแคลน” เมื่อข้อมูลถูกปิดบัง ความจริงจึงไม่ปรากฏ

นายเอกนัฏตั้งข้อสังเกตว่า แม้โรงกลั่นจะยืนยันว่ากลั่นน้ำมันเกินกำลังการผลิต และส่งให้คลังน้ำมันของผู้ค้ารายใหญ่เกินปกติวันละเป็นสิบล้านลิตร (โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล) แต่ทำไมในความเป็นจริง ประชาชนยังต้องไปยืนต่อคิวและพบว่าปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันให้เติม

เขาชี้เป้าไปที่ “กรมธุรกิจพลังงาน” ซึ่งอยู่คู่กระทรวงมานานกว่า 20 ปี แต่ระบบข้อมูลกลับล้าหลังอย่างน่าประหลาดใจ

“ข้อมูลที่เขารายงานกันอยู่ทุกเดือน มีแค่ปริมาณการสำรองของผู้ค้าเท่านั้น หมายความว่าทุกเดือนมานั่งสรุปบัญชีและรายงานกันว่ามีน้ำมันสำรองเท่าไหร่ มีข้อมูลแค่นี้ครับ สิ่งที่ควรจะมีคือ Flow (กระแสการไหลของน้ำมัน) ว่าโรงกลั่นผลิตได้เท่าไหร่ ออกจากโรงกลั่นเท่าไหร่ เข้าคลังน้ำมันของผู้ค้ารายใหญ่ (มาตรา 7) เท่าไหร่ จากผู้ค้ารายใหญ่ไปถึงปั๊มเท่าไหร่ หรือไปสู่ผู้ค้าส่ง (จ๊อบเบอร์ หรือ มาตรา 10) เท่าไหร่”

แนวทางการแก้ไขที่เขาจะเร่งทำคือการใช้ข้อมูลรายวัน (ที่นายกฯ ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. เรียกเก็บมา) นำมาย่อยและเปิดเผยต่อประชาชนอย่างโปร่งใส โดยเน้นข้อมูล 2 ชุดหลัก คือ:

ภาพรวมน้ำมันดิบ: ปริมาณที่มีอยู่เพียงพอสำหรับการกลั่นกี่วัน

เมื่อถามถึงห่วงโซ่การกระจาย: น้ำมันที่กลั่นเสร็จแล้ว ไหลออกจากโรงกลั่นไปสู่คลัง และไปสู่ปั๊มน้ำมันในปริมาณเท่าใด

นายเอกนัฏกล่าวว่า ถ้าข้อมูลทุกขั้นตอนถูกเปิดเผยออกมาเกือบจะเรียลไทม์ (Real-time) อาจจะอัปเดตวันละ 1-2 รอบ ประชาชนก็จะได้เห็นว่าตกลงน้ำมันอยู่ที่ไหน ทำไมส่งออกมาแล้วถึงรั่วไหล หรือถูกกักตุนอยู่ตรงไหน จากนั้นต้องตามด้วยการป้องปรามอย่างจริงจังแบบไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว

เขาสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า ถ้าน้ำมันออกจากโรงกลั่นเกินปกติแต่น้ำมันไม่ถึงมือประชาชน สาเหตุก็มีเพียง 2 อย่าง คือ “กักตุนเก็งกำไร” หรือ “รั่วไหลออกไปตามชายแดนและทางทะเล”

รื้อกลไก “กองทุนน้ำมัน” ความโปร่งใสคือยารักษาโรคตื่นตระหนก

อีกหนึ่งประเด็นที่นายเอกนัฏวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ วิธีการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะเรื่อง “เวลา” ในการประกาศอุดหนุนราคาน้ำมัน

“ปัญหาคือเวลาที่ประกาศว่าจะอุดหนุนเท่าไหร่ มีการประชุมและประกาศกันดึกมาก คือช่วง 23:00 น. หรือเที่ยงคืน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่โปร่งใส ผมบอกแล้วว่ายาที่จะรักษาโรคความแตกตื่นได้ก็คือ ความโปร่งใส”

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่หน่วยงานมักอ้างว่าต้องรอราคาตลาดสิงคโปร์ (ซึ่งอัปเดตช่วง 19:00 น.) เขาตอบโต้ด้วยมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ว่า ในภาวะที่รัฐอุดหนุนราคาห่างจากตลาดโลกถึง 20 กว่าบาท ความผันผวนเพียงเล็กน้อยของราคาสิงคโปร์ในแต่ละวันไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญจนต้องรอจนดึกดื่น

“ราคาสิงคโปร์สมมติปรับวันละ 2-3 บาทต่อลิตร แต่เราอุดหนุนอยู่ที่ 20 บาท การใช้ข้อมูลของเมื่อวานกับวันนี้ก็ไม่ต่างกันมาก การใช้ข้อมูลของเมื่อวานมาประกาศการอุดหนุนในวันนี้ไม่ได้เสียหายอะไร… ยกเว้นเกิดกรณีราคาสิงคโปร์ปรับลดลง 10-20 บาท เราก็แค่รีบเรียกประชุมใหม่อีกรอบเพื่อประกาศลดราคา แบบนั้นก็เป็นข่าวดีสำหรับประชาชน ถ้าจะลดราคาแล้วประกาศตอน 21:00 น. หรือ 22:00 น. ก็คงไม่มีใครว่าหรอกครับ” นายเอกนัฏกล่าว

“ค่าการกลั่น” 13 บาทต่อลิตร คือความผิดปกติที่ต้องกำจัด

ประเด็นร้อนเแรงที่เป็นหัวใจสำคัญของการให้สัมภาษณ์นี้คือความผิดปกติของ “ค่าการกลั่น” (Refinery Margin) ซึ่งนายเอกนัฏระบุว่าเป็นเรื่องแรกที่ต้องเข้าไปจัดการ เพราะปัจจุบันค่าการกลั่นพุ่งสูงเกินความเป็นจริงอย่างมาก

เขาอธิบายว่า ในยามปกติค่าการกลั่นจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร แต่ตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยดีดขึ้นไปที่ 7 บาท และล่าสุดพุ่งสูงถึง 13 บาทต่อลิตร ซึ่งเขามองว่านี่คือภาระที่ประชาชนต้องแบกรับโดยไม่เป็นธรรม

“มันรับไม่ได้อยู่แล้วครับ ไปดูย้อนประวัติศาสตร์ประเทศไทยก็ได้ ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่มีปัญหาก็ไม่ได้พุ่งสูงขนาดนี้… ผมเคยคุยกับผู้บริหารโรงกลั่นที่เกษียณอายุไปแล้ว เขาก็บอกว่าได้ค่าการกลั่น 2 บาทนี่ก็เก่งมากแล้ว… แต่มันไม่ใช่จาก 2 บาทไปเป็น 7 บาท หรือ 13 บาท มันเกินไปครับ” นายเอกนัฏกล่าว

นโยบายการกำหนดเพดาน (Cap)

นายเอกนัฏเสนอให้มีการกำหนดกรอบเพดานค่าการกลั่นในช่วงวิกฤต โดยมองว่าไม่ควรเกิน 3-4 บาทต่อลิตร เพื่อให้นำส่วนต่างมหาศาลนี้กลับคืนสู่ประชาชนได้ 2 ทาง คือ 1. นำไปลดภาระกองทุนน้ำมันที่กำลังติดลบหนัก หรือ 2. นำมาลดราคาขายหน้าปั๊มทันที

“ผมไม่สนใจใครครับ ถ้าต้องทุบก็ทุบ ถ้าต้องแทงก็แทง ในเวลาแบบนี้คนไทยทุกคน ต้องเห็นความลำบากที่เกิดขึ้น ในฐานะผู้ประกอบการโรงกลั่น ถ้าประชาชนใช้น้ำมันแพงแต่คุณมีผลกำไรเบิกบาน ในช่วงวิกฤตอย่างไตรมาสนี้แล้วประชาชนจะรู้สึกยังไง อยากถูกด่าหรือครับ ผมไม่ได้ห้ามมีกำไร แต่ขออย่าหากำไรเกินควรในเวลาที่ซ้ำเติมวิกฤต” เขาตอบหลังนายสรยุทธ ตั้งคำถามว่า กล้าทุบกลุ่มทุนพลังงาน ทุนโรงกลั่น หรือพ่อค้าน้ำมันหรือไม่ ?

เขายังเสนอระบบที่คล้ายกับ “ภาษีลาภลอย” คือการกำหนดเพดานด้านบนไว้เพื่อป้องกันกำไรที่เกินจริง แต่ในขณะเดียวกัน หากในอนาคตราคาตลาดโลกตกลงจนโรงกลั่นขาดทุน กองทุนน้ำมันก็ควรทำหน้าที่ชดเชยเพื่อให้ผู้ประกอบการมีกำไรที่เป็นธรรม

 จาก “สำรองเอกชน” สู่ “คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ”

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว นายเอกนัฏชูโมเดล “คลังน้ำมันสำรองของประเทศ” โดยเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่มีระบบสำรองน้ำมันเป็นของรัฐบาลเอง ทำให้สามารถอัดฉีดน้ำมันเข้าระบบได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต ผิดกับประเทศไทยที่ปัจจุบันใช้วิธีการบังคับให้เอกชนเป็นผู้สำรอง

“วันนี้เงินกองทุนถูกใช้แทบจะผิดประเภท… เหมือนตอนต้มยำกุ้งที่มีกำลังนิดเดียวแต่ไปสู้ กองทุนน้ำมันก็เหมือนกัน วิกฤตทำให้ราคาพุ่ง เราไปอุดไว้ วันนึงเสียเงินเป็นพัน ๆ ล้าน ถ้าต้องเสียเงินขนาดนี้ เราควรไปลงทุนสร้างคลังน้ำมันสำรองของประเทศ”

เขามองว่าการลงทุนสร้างหรือเช่าคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ จะเป็นกลไกที่ยั่งยืนกว่าการนำเงินกองทุนไปละลายกับส่วนต่างราคาที่รัฐควบคุมไม่ได้

คำเตือนถึงกลุ่มกักตุน “ฝันร้ายกำลังจะมา”

ในช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ นายเอกนัฏได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างดุดันไปยังกลุ่มผู้ค้าที่กำลังกักตุนน้ำมันเพื่อรอเก็งกำไร โดยยืนยันว่า หากเขาสามารถลดค่าการกลั่นลงได้ สิ่งแรกที่จะทำคือการลดราคาหน้าปั๊มให้ประชาชนทันที

“ผมขอฝากส่งสัญญาณผ่านรายการพี่ยุทธตอนนี้เลยครับ สำหรับพวกที่กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรอยู่ อย่าคิดว่าราคาน้ำมันมีแต่ขาขึ้นนะครับ มันลงได้นะครับ ถ้าลดราคาลงมา จะเป็นฝันร้ายของพวกที่คิดกักตุนเก็งกำไรเลย จากเดิมคุณซื้อมา 33 บาท หวังขาย 39 บาท มันอาจจะสวนทางกัน กลายเป็นคุณซื้อมา 41 บาท แล้วต้องยอมขายในราคา 35 บาทก็ได้ ผมเตือนสติไว้เลยนะครับ”