ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ‘กระทรวงพลังงาน’ ภายใต้การนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้ขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการประกาศใช้อำนาจตามกฎหมายความมั่นคงทางพลังงานอย่าง ‘พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516’ เข้ามาจัดการโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นแบบเบ็ดเสร็จ
พ.ร.ก. 2516 หรือกฎหมายนี้สำคัญอย่างไร ‘ประชาชาติธุรกิจ’ ชวนทำความเข้าใจไปพร้อมกัน
‘เอกนัฏ’ สั่งรื้อโครงสร้าง รีดกำไรส่วนเกินโรงกลั่นคืนประชาชน
ความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติสำคัญในการเข้าแทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่น หลังพบว่า “ค่าการกลั่น” ดีดตัวสูงขึ้นอย่างน่าสงสัย โดยปกติจะอยู่ที่ 2-3 บาทต่อลิตร แต่ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมากลับพุ่งสูงถึง 16-17 บาทต่อลิตร
นายเอกนัฏระบุว่า ปัญหาวันนี้คือราคาหน้าโรงกลั่นไม่ได้อ้างอิงราคาน้ำมันดิบ แต่กลับไปอ้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ซึ่งผันผวนสูงผิดปกติ ส่งผลให้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศมีกำไรส่วนเกินมากเกินไป จนกลายเป็นภาระที่กองทุนน้ำมันฯ และประชาชนต้องแบกรับ จึงมีความจำเป็นต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ปี 2516 เข้ามากดราคาหน้าโรงกลั่นทันที
สรุปมาตรการด่วน กบง. (7 เม.ย.2569)
-
ลดราคาดีเซล: ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลงลิตรละ 2 บาท (ส่งผลให้ราคาหน้าปั๊มลดลงประมาณ 2.14 บาท/ลิตร)
-
ใช้กลไกใหม่: นำราคาอ้างอิงสิงคโปร์มาหักลดราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อคืนผลประโยชน์ให้ประชาชน
-
เปิดหัวจ่ายสำรอง: เร่งเปิดหัวจ่าย B7 และ B20 บนถนนสายหลักทุกๆ 100 กม. ให้ทันวันที่ 20 เมษายนนี้
-
แผนสำรองหลังสงกรานต์: หากสถานการณ์นำเข้าไม่ดีขึ้น อาจใช้มาตรการประหยัดพลังงาน เช่น กำหนดเวลาเปิด-ปิดห้างสรรพสินค้าและปั๊มน้ำมัน
รู้จัก พ.ร.ก. ปี 2516 เครื่องมือรัฐบาลรับมือวิกฤตน้ำมันโลก
เมื่อรัฐบาลประกาศใช้ “ยาแรง” หลายคนอาจสงสัยว่ากฎหมายฉบับนี้มีอำนาจแค่ไหน? เนื้อหาต่อไปนี้คือการขยายความแบบละเอียดเพื่อให้เข้าใจถึงหัวใจของ พ.ร.ก. ฉบับนี้
1. ต้นกำเนิดจากยุค Oil Shock
พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ประกาศถูกใช้ครั้งแรกในสมัยรัฐบาล นายสัญญา ธรรมศักดิ์ หลังโลกเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงจนเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนในประเทศ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษ ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีตัดสินใจได้ทันท่วงทีโดยไม่ติดขัดขั้นตอนปกติของหน่วยงานราชการ
2. ดาบอาญาสิทธิ์ “มาตรา 3”
มาตรานี้มอบอำนาจให้นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งควบคุมได้ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ดังนี้
-
ควบคุมห่วงโซ่อุปทาน: ตั้งแต่การผลิต, การจำหน่าย (รวมถึงการกดราคาหน้าโรงกลั่น), การขนส่ง, การสำรอง ไปจนถึงการห้ามส่งออกหรือนำเข้า
-
ควบคุมพลังงานทุกประเภท: ไม่ใช่แค่เฉพาะน้ำมัน แต่รวมถึงไฟฟ้าและพลังงานทางเลือกอื่น ๆ
-
กำหนดเงื่อนไขการใช้ชีวิต: สามารถสั่ง “จำกัดการใช้” ในภาคธุรกิจและประชาชน เช่น กำหนดเวลาเปิด-ปิดโรงงาน, ห้างสรรพสินค้า, โรงมหรสพ, สถานบันเทิง หรือแม้แต่การจำกัดการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคล
-
ระบบปันส่วน: รัฐมีอำนาจสั่ง “ปันส่วนน้ำมัน” (Rationing) หากเกิดภาวะขาดแคลนขั้นวิกฤต
3. ขั้นตอนการใช้อำนาจ (มาตรา 4)
เมื่อนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งตามมาตรา 3 แล้ว จะต้องแจ้งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบ และต้องรายงานความคืบหน้าของการปฏิบัติการเป็นระยะ ๆ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบภายในฝ่ายบริหาร
4. บทลงโทษที่รุนแรง (จำคุกสูงสุด 10 ปี)
เพื่อให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ พ.ร.ก. ฉบับนี้จึงกำหนดโทษอาญาที่ค่อนข้างสูง:
-
ฝ่าฝืนคำสั่งควบคุม (มาตรา 8): ระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มุ่งเน้นไปที่ผู้ประกอบการหรือโรงกลั่นที่ฝ่าฝืนคำสั่งราคา)
-
ขัดขวางเจ้าหน้าที่ (มาตรา 9): ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม การหยิบกฎหมายอายุเก่าแก่กว่า 50 ปีกลับมาใช้อีกครั้ง สะท้อนว่ารัฐบาลมองเห็น “ความไม่ปกติ” ของโครงสร้างกำไรในอุตสาหกรรมพลังงาน และเลือกที่จะใช้ “ดาบอาญาสิทธิ์” นี้เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพ แต่หลังจากนี้อาจมีประเด็นที่ต้องจับตาต่อคือการตอบโต้จากภาคอุตสาหกรรมโรงกลั่น และผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในนโยบายการค้าเสรีของไทยในระยะยาว
ที่มา : กระทรวงพลังงาน