ดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ รอปัจจัยสนับสนุนจากอัตราเงินเฟ้อ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินระหว่างวันที่ 7 สิงหาคม-11 สิงหาคม 2560 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (7/8) ที่ 33.26/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/8) ที่ระดับ 33.24/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทได้ปรับตัวอ่อนค่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (4/8) กระทรวงแรงงานสหรัฐ รายงาน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 209,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค. ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.3% จาก 4.4% ในเดือน มิ.ย. นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 183,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค. และอัตราว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 4.3% ส่วนตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน หรือค่าแรงต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือน ก.ค. ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยปรับตัวขึ้น 9 เซนต์ สู่ระดับ 26.36 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ทบทวนปรับลดตัวเลขการจ้างงานในเดือน พ.ค. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 145,000 ตำแหน่งจากเดิมที่รายงานว่าเพิ่มขึ้น 152,000 ตำแหน่ง และทบทวนปรับเพิ่มตัวเลขจ้างงานในเดือน มิ.ย. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 231,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานว่าเพิ่มขึ้น 222,000 ตำแหน่ง โดยตัวเลขจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งได้เพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งและเริ่มปรับลดงบดุลบัญชีภายในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้มีแถลงการณ์ของนายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ โดยเขากล่าวว่า เฟดสามารถตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในช่วงนี้ เพราะว่าอัตราเงินเฟ้อไม่มีแนวโน้มพุ่งขึ้นมากนัก ถึงแม้ตลาดการจ้างงานสหรัฐยังคงปรับตัวดีขึ้นก็ตาม ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบันก็จะยังคงถือเป็นระดับที่เหมาะสมต่อไปในระยะสั้น โดยที่ผ่านมาเฟดมักจะใช้ดัชนีราคาค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน เป็นมาตรวัดภาวะเงินเฟ้อ โดยปัจจุบันดัชนี PCE พื้นฐานอยู่ที่ 1.5% ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่เฟดตั้งไว้ที่ 2% แต่นายบูลลาร์ดได้แสดงความคิดเห็นว่า ดัชนี PCE พื้นฐานมีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นสู่ 1.8% ถ้าหากอัตราการว่างงานในสหรัฐ สามารถลดลงสู่ 3% ได้ในอนาคต โดยปัจจุบันอัตราการว่างงานในสหรัฐอยู่ที่ระดับ 4.3% และระดับ 3% ที่เขากล่าวมาเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้เขาได้กล่าวย้ำว่า ถ้าหากอัตราเงินเฟ้อแทบไม่ได้รับแรงหนุนให้พุ่งขึ้น เฟดก็ยังคงไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถ้อยแถลงของนายบูลลาร์ดในวันจันทร์สอดคล้องกับถ้อยแถลงอื่น ๆ ที่เขาเคยกล่าวไว้ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยเขาเคยกล่าวว่า เฟดไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะก้าวพ้นสภาวะในปัจจุบันได้ ซึ่งก็คืออัตราเงินเฟ้อควรจะฟื้นตัวจากระดับต่ำ และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า 2% ต่อปี ซึ่งการแถลงการณ์ครั้งนี้เป็นแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงจับตาดูตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐในวันศุกร์นี้ (11/8) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดภายในช่วงครึ่งหลังของปี โดยล่าสุด นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ ได้กล่าวว่า เฟดสามารถชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากอัตราเงินเฟ้อไม่มีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นมาก ถึงแม้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังคงมีการปรับตัวมาแล้ว โดยตลอดสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.22-33.32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (11/8) ที่ระดับ 33.24/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ด้านการเคลื่อนไหวสกุลเงินยูโรในสัปดาห์นี้ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในวันจันทร์ (7/8) ที่ระดับ 1.1789/92 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/8) ที่ระดับ 1.1878/82 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยได้รับปัจจัยกดดันมาจากการที่สำนักงานสถิติของรัฐบาลกลางเยอรมนีจะออกมาเปิดเผยว่า ยอดส่งออกและยอดนำเข้าของเยอรมนีร่วงลงมากเกินคาดในเดือนมิถุนายน ซึ่งส่งผลให้ยอดเกินดุลการค้าของเยอรมนีเพิ่มขึ้นโดยรวม ทั้งนี้ ยอดส่งออกลดลง 2.8% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2015 หลังจากที่เพิ่มขึ้น 5 เดือนติดต่อกัน ส่วนยอดนำเข้าลดลง 4.5% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2009 ข้อมูลดังกล่าวอาจจะทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ภาวะการส่งออกของเยอรมนีมากขึ้น หลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ย้ำข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มการลงทุนเพื่อเป็นวิธีหนึ่งในการลดยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด, เพิ่มยอดนำเข้า และสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้รัฐบาลฝรั่งเศสรายงาน ยอดขาดดุลการค้าของฝรั่งเศสในเดือนมิถุนายน ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.7 พันล้านยูโร เนื่องจากการส่งออกลดลง โดยเฉพาะการส่งออกเรือและเครื่องบิน และยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.1 พันล้านยูโรในเดือนมิถุนายน จากระดับ 1.9 พันล้านยูโรในเดือนพฤษภาคม ในขณะที่ยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 6.23 หมื่นล้านยูโรในเดือนมิถุนายน จากระดับ 6.18 หมื่นล้านยูโรในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ตลอดสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.17400-1.1818 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (11/8) ที่ระดับ 1.1749/51 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดในวันจันทร์ (7/8) เปิดตลาดที่ระดับ 110.72/73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/8) ที่ระดับ 110.05/08 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามค่าเงินเยนได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหลังจากที่ความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ปรับลดลง ประกอบกับหลังจากเกาหลีเหนือขู่จะยิงขีปนาวุธโจมตีเกาะกวม ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพแห่งหนึ่งของสหรัฐในมหาสมุทรแปซิฟิก ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นราว 0.15% มาอยู่ที่ระดับ 110.140 เยนต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น ยังคงได้รับความกดดันหลังจากคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของชาวญี่ปุ่นที่ประกอบอาชีพที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ ปรับตัวลงในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาวะขาดแคลนแรงงานในภาคบริการโดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่น Diffusion Index ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในกลุ่มอาชีพที่อ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น พนักงานขับรถแท็กซี่ และพนักงานร้านอาหาร ปรับตัวลดลง 0.3 จุด มาอยู่ที่ระดับ 49.7 ซึ่งดัชนีที่ต่ำกว่า 50 หมายความว่า ผู้ที่มีมุมมองเป็นลบนั้น มีจำนวนมากกว่าผู้ที่มีมุมมองบวก ในขณะเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นได้คงการประเมินเศรษฐกิจเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยระบุว่าเศรษฐกิจ 109.00/02 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ