Skip to content

ก.ล.ต.ชี้ตั๋วบี/อีเบี้ยวจ่าย 11 บ.ตกค้างเหลือ 1.6 หมื่นล้าน

19 ก.ย. 2561 | 16:00น.
ก.ล.ต.ชี้ตั๋วบี/อีเบี้ยวจ่าย 11 บ.ตกค้างเหลือ 1.6 หมื่นล้าน

ก.ล.ต.เผย 3 บริษัทเคลียร์หนี้ตั๋วบี/อี จบแล้ว ระบุเหลืออีก 11 รายรอแก้ปัญหา ชี้ปรับเกณฑ์ตั๋วบี/อีเข้มขึ้น และยกระดับคุ้มครองกลุ่มไฮเน็ตเวิร์ท ล่าสุดยอดตั๋วบี/อีลดวูบ 1.24 แสนล้านบาท ด้านกองทุนรวมเทอมฟันด์หันไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นกระจุกตัวในจีน

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ของบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ (default) ที่มีทั้งหมด 14 รายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2559 นั้น ล่าสุดมี 3 บริษัทที่แก้ไขได้ตามแผนฟื้นฟูและสามารถจ่ายคืนหนี้ได้แล้ว ยังเหลืออีก 11 บริษัทที่อยู่ระหว่างฟื้นฟู ขณะที่หลังจากเกิดการดีฟอลต์ของตั๋วบี/อีขึ้น และ ก.ล.ต.ปรับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลการออกและเสนอขายตราสารหนี้ใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของตั๋วบี/อี ที่จำกัดการเสนอขายเฉพาะกลุ่มนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนเฉพาะเจาะจงไม่เกิน 10 รายภายในเวลา 4 เดือน ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันการออกตั๋วบี/อีลดลงชัดเจนขึ้น

โดยสิ้น มิ.ย. 2561 ยอดคงค้างตั๋วบี/อี 266,501 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนเหลืออยู่ที่ 6.6% ของยอดตราสารหนี้ทั้งระบบ จากสิ้นปี 2559 มียอดคงค้างอยู่ที่ 392,958 ล้านบาท หรือสัดส่วน 10.4% ของยอดตราสารหนี้ ซึ่งลดลงราว 1.24 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ตั๋วบี/อีที่มีการผิดนัดชำระหนี้ 11 ราย มีมูลค่า 16,000 ล้านบาท หรือ 0.45% ของตลาดตราสารหนี้รวม

นอกจากนี้ ก.ล.ต.ยังเพิ่มหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุนในกลุ่มไฮเน็ตเวิร์ท (ผู้ที่มีรายได้ 4 ล้านบาทต่อปี พอร์ตลงทุน 10 ล้านบาท หรือมนับรวมเงินฝากแล้วมีพอร์ตตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป) ออกมาอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งผู้ที่จะเสนอขายตราสารหนี้กลุ่มผู้ลงทุนไฮเน็ตเวิร์ท จะต้องยื่นขออนุญาตต่อ ก.ล.ต. รวมทั้งได้แยกตัวกลางการขายหุ้นกู้ออกเป็นหน่วยงานที่ติดต่อกับผู้ออกตราสารหนี้ และหน่วยงานติดต่อกับผู้ลงทุน ส่วนผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้จะต้องทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกู้ด้วย การกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลและคำเตือน

นายรพีกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเกิดตั๋วบี/อีผิดนัดชำระหนี้ขึ้น ทำให้กองทุนรวมประเภท term fund ลดการลงทุนในส่วนของตราสารหนี้ที่มีเครดิตเรตติ้งที่ต่ำกว่าระดับการลงทุน (BBB) และที่ไม่ได้มีการจัดอันดับเครดิต และซึ่งมีความเสี่ยงสูง ซึ่ง ณ สิ้น มิ.ย. 2561 มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ในการลงทุนดังกล่าว ลดลงเหลือ 4.5 พันล้านบาท จาก ณ สิ้นปี 2559อยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ณ สิ้น มิ.ย. 2561 สัดส่วนของกอง AI ในประเทศลดลงเหลือ 4% จากก่อนหน้านี้ ณ สิ้นปี 2559 อยู่ที่ 13% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวม (NAV) โดยสิ้น มิ.ย. 2561 อยู่ที่ NAV อยู่ที่ 4.4 แสนล้านบาท จากสิ้นปี 2559 ที่มี NAV สูงสุดอยู่ที่ 7.71 แสนล้านบาท นอกจากนี้พบว่าปัจจุบันกองทุนรวมเทอมฟันด์กระจุกตัวในการลงทุนต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ คือประเทศจีน