“บิ๊กตู่” บินญี่ปุ่นร่วมถกผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง
เมื่อเวลา 07.20 น.วันที่ 8 ตุลาคม ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 10 ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทยกับ ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 8 – 10 ตุลาคม 2561 ซึ่งการประชุมครั้งนี้ผู้นำจะให้การรับรองยุทธศาสตร์กรุงโตเกียว ค.ศ.2018 เพื่อความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ซึ่งจะถูกนำมาใช้แทนยุทธศาสตร์กรุงโตเกียว ค.ศ. 2015 ที่จะหมดวาระลงในปีนี้ ซึ่งได้กำหนดทิศทางของกรอบความร่วมมือในอนาคตให้สอดคล้องกับ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ ยุทธศาสตร์อินโด – แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง ,เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ,และแผนแม่บท ACMECS ระยะ 5 ปี (ค.ศ. 2019 – 2023) ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่แผนแม่บท ACMECS ได้ปรากฏอยู่ในเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์กรุงโตเกียว ค.ศ. 2018 ได้กำหนดเสาความร่วมมือ 3 เสา ได้แก่ การพัฒนาความเชื่อมโยงที่ดีและมีประสิทธิภาพ การสร้างสังคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการสร้างความตระหนักรู้ต่ออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสีเขียว พร้อมทั้งกับการให้ความสำคัญกับประเด็นภูมิภาคและโลกที่ส่งผลต่อเสถียรภาพ ความมั่นคงและผลประโยชน์ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น อาทิ สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี พัฒนาการในทะเลจีนใต้ และให้ความสำคัญต่อการเพิกถอนการใช้อาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ การดำเนินการตามพันธกิจแห่งสหประชาชาติ เพื่อก่อให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคและในโลก
โดยในระหว่างการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น การหารือทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น การพบหารือกับสมาชิกสมาคมมิตรภาพรัฐสภาญี่ปุ่น – แม่โขง และผู้แทนสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่นรวมทั้ง เข้าร่วมงานสัมมนา Mekong – Japan Investment Forum โดย JETRO และการพบหารือกับองค์กรและภาคเอกชนญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนญี่ปุ่นเพื่อเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งแสดงความมุ่งมั่นของไทยที่จะร่วมมือกับญี่ปุ่นในฐานะประเทศหุ้นส่วนในการพัฒนาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบคำถามกรณีที่เจ้าหน้าที่ทำการจับกุม กลุ่มออฟโรด ที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค บริเวณหนองเต่าดำเขาปลาน้อย ที่มีพฤติกรรมล่าสัตว์ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ โดยพบของกลางเป็นซากหมีขอ พร้อมอาวุธปืนไรเฟิลมีอุปกรณ์เก็บเสียงและกระสุนจำนวนมาก โดยหนึ่งในผู้ต้องหาคือนายวัชรชัย สมีรักษ์ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 300 หมู่ที่ 1 ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เป็นปลัดฝ่ายป้องกันอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี โดยได้เดินเข้าไปยังห้องรับรองทันที
ที่มา มติชนออนไลน์