คลังปลื้มยอดจอง TFFIF ล้นหลาม รายย่อยแห่ซื้อ 2.3 หมื่นล้านบาท เตรียมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ 31 ต.ค.
นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยหรือ Thailand Future Fund (TFFIF) ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจากประชาชนทั่วไปและนักลงทุนสถาบัน จากความมั่นคงและโอกาสในการเติบโตจากรายได้ที่เกิดจากทางพิเศษฉลองรัชและบูรพาวิถีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ส่งผลให้ได้ราคาสูงสุดที่มูลค่าการเสนอขาย 44,700 ล้านบาท หรือเท่ากับ 4,470 ล้านหน่วย และพร้อมนำหน่วยลงทุนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 31 ตุลาคมนี้
“จากการเปิดให้ประชาชนทั่วไปและนักลงทุนสถาบันเข้าจองซื้อหน่วยลงทุนของ TFFIF ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างล้นหลามโดยประชาชนทั่วไปที่ยื่นจองซื้อหน่วยลงทุนในครั้งนี้มีมากกว่า 41,200 ใบจอง คิดเป็นมูลค่าการจองซื้อรวมกว่า 28,800 ล้านบาท อีกทั้งความต้องการจองซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศก็มีมาก จนทำให้ได้ราคาเสนอขายที่สูงที่สุดที่ 44,700 ล้านบาท” นายประภาศกล่าว
นายประภาศกล่าวอีกว่า การเสนอขายหน่วยลงทุน TFFIF ในครั้งนี้ นับเป็นการเสนอขายต่อนักลงทุนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในปี 2561 และเป็นการทำ IPO ที่มีประชาชนทั่วไปได้รับจัดสรรมากที่สุดอีกด้วย โดยการจัดสรรหน่วยลงทุนให้ประชาชนทั่วไปของ TFFIF ทำโดยวิธี Small Lot First ซึ่งทำให้ประชาชนทุกคนที่จองซื้อได้รับการจัดสรรหน่วยลงทุนทุกรายอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ หน่วยลงทุนของ TFFIF จะเข้าทำการจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “TFFIF”
นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. ในฐานะโฆษก สคร. กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจาก TFFIF เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการสนับสนุนโดยภาครัฐและมีเป้าประสงค์ให้ประชาชนทั่วไปมีทางเลือกในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคงและมีโอกาสในการเติบโต จึงได้พิจารณาให้จัดสรรจำนวนหน่วยลงทุนให้กับประชาชนทั่วไปมากกว่ากึ่งหนึ่งของหน่วยลงทุนที่เสนอขายทั้งหมด โดยมีสัดส่วนของผู้ถือหน่วยลงทุน
ของ TFFIF ภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ (รวมจำนวนหน่วยลงทุนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ปัจจุบัน) ดังนี้
1.กระทรวงการคลัง จำนวน 457 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 4,570 ล้านบาท หรือร้อยละ 10
2.ประชาชนทั่วไป จำนวน 2,300 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 23,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 50
3.ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ จำนวน 1,813 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 18,130 ล้านบาท หรือร้อยละ 40
ทั้งนี้ กทพ.จะได้รับราคาค่าสิทธิในรายได้ของทางการพิเศษฉลองรัชและบูรพาวิถีที่โอนให้แก่ TFFIF เท่ากับ 44,811 ล้านบาท ซึ่งคาดว่า กทพ.จะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนครั้งนี้ไปใช้พัฒนาโครงการทางพิเศษ สายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 เชื่อมต่อไปยังถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออกและส่วนต่อขยายทดแทน ตอน N1 ต่อไป