Skip to content

จับตา “เบร็กซิต” ก่อแรงกระเพื่อมปลายปี

26 ต.ค. 2561 | 17:05น.
จับตา “เบร็กซิต” ก่อแรงกระเพื่อมปลายปี

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจ
โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

นักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจทั้งหลาย เลิกพูดถึงการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือ “เบร็กซิต” มานาน เหตุผลหนึ่งคือ การเจรจาเบร็กซิตระหว่างรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ กับตัวแทนของชาติสมาชิกอียู ชะงักงันแบบไม่คืบหน้า

เป็นปมทางการเมืองมากกว่าทางเศรษฐกิจ และเป็นปมการเมืองภายในอังกฤษเองมากกว่าด้วยซ้ำ

แต่เบร็กซิตก็ต้องกลับมาเป็นปัญหาใหญ่หลวงทางเศรษฐกิจจนได้ หากการเจรจาไม่มีความตกลงที่ชัดเจน นั่นหมายถึงอังกฤษจะพ้นจากสมาชิกแบบไม่มีอะไรรองรับ ทำให้ความสัมพันธ์ด้านการค้า การเงิน การลงทุน ฯลฯ ระหว่างกันจะตกอยู่ในสภาพ “โกลาหล” ทันที

ความพยายามในการเจรจาระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอียูเมื่อสัปดาห์ก่อนล้มเหลวไม่เป็นท่า ยังไม่พอการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งต่อไปในเดือนพฤศจิกายนถูกยกเลิก ซึ่งกว่าจะมีการหารืออีกทีก็เดือนธันวาคม ทำให้เหลือเวลาไม่กี่มากน้อยก่อนที่จะถึงกำหนดพ้นจากสมาชิกในเดือนมีนาคมต้นปีหน้าและถึงนายกรัฐมนตรีอังกฤษจะมีความสามารถในการโน้มน้าวจนผู้นำอียูยินยอมทำความตกลงได้ ก็ยังไม่แน่ใจได้ว่าความตกลงนั้นจะสร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่ายในสภาผู้แทนราษฎร ได้มากพอที่จะทำให้เสียงข้างมากในสภาเห็นชอบกับความตกลงที่เกิดขึ้นได้ซึ่งยากเย็นมากหากพิจารณาจากจุดยืนของแต่ละฝ่ายที่ต่างมี “วาระ” ของตัวเอง

ในการใช้ประโยชน์จากเบร็กซิตหนนี้ ตัวอย่างเช่น กลุ่มหนุนเบร็กซิตภายในพรรครัฐบาล นำโดยอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ บอริส จอห์นสัน มองเบร็กซิตว่าเป็นโอกาสที่จะยึดอธิปไตยของประเทศกลับคืนมา ความตกลงใด ๆ ที่ลงเอยด้วยการที่อังกฤษไม่สามารถควบคุมตัวบทกฎหมายและพรมแดนของตัวเองได้ทั้งหมด ถือว่าเป็นความตกลงที่ยอมรับไม่ได้

หรือ เจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงาน พรรคฝ่ายค้านรัฐบาล ตั้งแต่ทำประชามติเมื่อปี 2016 แต่กลับไม่กระตือรือร้นในการรณรงค์เพื่อให้อังกฤษยังคงอยู่กับอียู เพราะไปขัดกับความต้องการที่จะยึดบางส่วนของอุตสาหกรรมในอังกฤษกลับเป็นของรัฐ วาระซ่อนเร้นของคอร์บินก็คือ เบร็กซิตเป็นเครื่องมือนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่อาจเปิดโอกาสให้พรรคเข้ามาบริหารประเทศ

ในกรณีของ อาร์ลีน ฟอสเตอร์ หัวหน้าพรรคเดโมเครติก ยูเนียนนิสต์ (ดียูพี) พรรคการเมืองเล็ก ๆ จากไอร์แลนด์เหนือ ที่มี ส.ส.เพียง 10 ที่นั่ง

แต่มีอิทธิพลสูงมากในรัฐบาลเทเรซา เมย์ กลับยอมรับไม่ได้หากอังกฤษไปยินยอมให้คำมั่นสัญญาต่อผู้นำอียูว่าจะไม่ปิดพรมแดนบนเกาะไอร์แลนด์ เพื่อแลกกับการยืดระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านหลังเบร็กซิตออกไป ซึ่งดูเหมือนเป็นทางออกสำหรับอังกฤษในเวลานี้

ที่น่าเห็นใจที่สุดในยามนี้ก็คือ บรรดาธุรกิจใหญ่น้อยในอังกฤษที่จำเป็นต้องทำมาค้าขายและให้บริการระหว่างประเทศ เพราะนับวันแทนที่การเจรจาเบร็กซิตจะชัดเจนขึ้นกลับยิ่งแย่ลง

จากเดิมที่บริษัทต้องมานั่งคิดแผน รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินในกรณีที่เกิดเบร็กซิตแบบไม่มีความตกลงใด ๆ ตอนนี้ต้องมานั่งกุมขมับอีกรอบ เพราะต้องชั่งใจให้ได้ว่าแผนฉุกเฉินที่ว่านั้นต้องนำมาใช้จริงหรือไม่ ตอนไหน ?

และล่าสุดการเจรจาที่บรัสเซลส์ล้มเหลว “แคโรลีน แฟร์เบร์น” ผู้อำนวยการทั่วไปสมาพันธ์อุตสาหกรรมอังกฤษ (ซีบีไอ) มีสมาชิกเป็นบริษัทธุรกิจในกว่า 236 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีลูกจ้างเกินกว่า 500 คนขึ้นไป ประกาศแล้วว่าซีบีไอจะไม่ยอมรอความชัดเจนเรื่องนี้อีกแล้วหากทุกอย่างไม่เข้าที่เข้าทางภายในเดือนธันวาคม ส่วนใหญ่ของสมาชิกซีบีไอจะเริ่มต้นใช้แผนฉุกเฉินทันที

แฟร์เบร์นระบุว่า คำเตือนนี้อ้างอิงจากการสำรวจความคิดเห็นสมาชิกซีบีไอช่วงระหว่างวันที่ 19 กันยายนจนถึง 8 ตุลาคม ซึ่ง 82% ตอบว่า เตรียมปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินทันทีถ้าเดือนธันวาคมนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจน

แผนรับมือที่ว่านั้นมีตั้งแต่การปลดพนักงานเพื่อรัดเข็มขัด, โยกย้ายปรับเปลี่ยนระบบห่วงโซ่อุปทานในการผลิตที่อยู่นอกประเทศ, กักตุนสินค้าและเริ่มต้นย้ายฐานผลิตและการบริการไปต่างแดน

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องใหญ่โตไม่ใช่เล่น แต่แฟร์เบร์นยืนยันว่า จำเป็นต้องทำเพราะสถานการณ์ล่วงเลยมาถึงขั้นตอนที่เป็น “ภาวะฉุกเฉิน” แล้วสำหรับองค์กรธุรกิจ

ความรวดเร็วในการเจรจาต่อรองทางการเมือง ไล่ตามความเป็นจริงที่บริษัทเหล่านี้ต้องเผชิญหน้าอยู่ทุกวันไม่ทันเลยจริง ๆ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เบร็กซิต (Brexit)