เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ศาลสูงสุดเกาหลีใต้มีคำตัดสินให้บริษัทนิปปอน สตีล แอนด์ ซูมิโตโม เมทัล (เอ็นเอสเอสเอ็ม) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหล็กยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น จ่ายเงินชดเชยให้แก่โจทก์ชาวเกาหลีใต้จำนวน 4 ราย รายละ 100 ล้านวอน (ราว 2.92 ล้านบาท) โทษฐานบังคับให้ใช้แรงงานในโรงงานเหล็กกล้าในช่วงสมัยสงครามโลกระหว่างปีค.ศ.1941-1943 ซึ่งคำตัดสินนี้ได้จุดชนวนพิพาทรอบใหม่ระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น สองชาติพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคของสหรัฐอเมริกาขึ้นในทันที ที่นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ออกมาประณามคำตัดสินดังกล่าวของศาลเกาหลีใต้
ข่าวแจ้งว่า ศาลสูงสุดเกาหลีใต้มีคำตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้ เอ็นเอสเอสเอ็ม จ่ายเงินชดเชย 100 ล้านวอนให้แก่โจทก์ 4 คนที่ยื่นฟ้องในคดีนี้ ซึ่งปัจจุบันเหลือนายอี ชุน ซิก อายุกว่า 90 ปี เป็นโจทก์เพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งนั่งเก้าอี้รถเข็นมาร่วมฟังการพิจารณาคดีนี้ และได้กล่าวทั้งน้ำตาภายหลังศาลมีคำตัดสินให้เขาเป็นฝ่ายชนะคดีว่า ตนรู้สึกเสียใจที่เป็นคนเดียวที่ยังอยู่
คำตัดสินในวันนี้ถือเป็นบทสรุปสุดท้ายในการต่อสู้คดีของเกาหลีใต้กับบริษัทผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหล็กยักษ์ใหญ่แห่งนี้ของญี่ปุ่นที่ดำเนินมายาวถึง 20 ปี ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ง่อนแง่นมาโดยตลอดจากปัญหาความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์และข้อพิพาทด้านเขตแดนที่มีรากเหง้าปัญหาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นระหว่างปีค.ศ.1910-1945 ที่มีการบังคับใช้แรงงานและการบังคับให้เป็นทาสทางเพศของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าว
เอเอฟพี
ก่อนหน้านี้ในปี 2540 ชาวเกาหลีใต้ 2 รายได้ยื่นฟ้องบริษัทนิปปอน สตีล ก่อนที่จะมีการควบรวมกิจการเป็นเอ็นเอสเอสเอ็ม ต่อศาลญี่ปุ่นเพื่อให้บริษัทดังกล่าวจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายและค่าจ้างที่ยังค้างจ่ายให้ แต่ศาลญี่ปุ่นไม่รับคำฟ้อง โดยอ้างว่าสิทธิในการฟ้องร้องของชาวเกาหลีใต้ได้หมดสิ้นไปแล้วนับจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นทำสนธิสัญญากันในปีค.ศ.1965 ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
แต่ในเวลาต่อมาเหยื่อชาวเกาหลีใต้ที่ถูกบังคับใช้แรงงานที่เพิ่มมาอีก 2 คน รวมเป็น 4 คน ได้ยื่นฟ้องในคดีนี้ต่อศาลเกาหลีใต้ในปี 2548 และในปี 2555 ซึ่งศาลสูงสุดในกรุงโซลมีคำวินิจฉัยว่าบริษัทผลิตเหล็กญี่ปุ่นยังต้องรับผิดชอบในคดีนี้ กระทั่งนำมาสู่การตัดสินของศาลสูงสุดเกาหลีใต้ในวันนี้ให้ เอ็นเอสเอสเอ็ม จ่ายชดเชยให้แก่โจทก์เกาหลีใต้ ที่จะไม่มีการอุทธรณ์ในศาลเกาหลีใต้อีกต่อไป
นายอาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ออกมาวิจารณ์คำตัดสินของศาลเกาหลีใต้ในทันที โดยอ้างว่าเป็นไปไม่ได้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและประเด็นนี้ถือว่าจบสิ้นไปแล้วภายใต้สนธิสัญญาที่ทำกันไว้ระหว่างกันในปี 1965
ด้านนายทาโร โคโนะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำญี่ปุ่นเข้าพบเพื่อแสดงการประท้วงต่อคำตัดสินของศาลเกาหลีใต้ และยังเตือนว่าญี่ปุ่นจะนำเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลระหว่างประเทศ หากมีการดำเนินการที่ไม่เหมาะสม ที่ยังจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศด้วย
ที่มา มติชนออนไลน์