10-1
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
อันที่จริงก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ญี่ปุ่นวางยุทธศาสตร์พลังงานของตนไว้อย่างดิบดีนานนับสิบปี เพื่อป้องกันการเกิดการชะงักงันทางด้านพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในช่วงเวลาดังกล่าวญี่ปุ่นได้จัดทำยุทธศาสตร์ว่าด้วยก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่ได้ชื่อว่า มีความหลากหลายและก้าวหน้ามากที่สุดในโลก ออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบจากภาวะผันผวนในตะวันออกกลางโดยเฉพาะ
ปัญหาก็คือ “วิกฤตฮอร์มุซ” ไม่เพียงยืนยันว่าแนวคิดดังกล่าวถูกต้องที่สุดเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกันก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ลดทางหนีทีไล่ที่ญี่ปุ่นจัดเตรียมเอาไว้ลงจนเหลือน้อยเต็มที ทุกวันนี้ญี่ปุ่นไม่ถึงกับขาดแคลนพลังงาน แต่ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศกลับเหลือน้อยลงทุกที และจำเป็นต้องมีการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งในอีกไม่ช้าไม่นาน เพื่อเปิดทางให้มีพลังงานสำหรับคนรุ่นหลัง ๆ ต่อไป
ที่ญี่ปุ่นเผชิญไม่ใช่ปัญหาไม่มีก๊าซแอลเอ็นจีใช้ ตรงกันข้ามญี่ปุ่นยังมีแอลเอ็นจีจนไม่จำเป็นต้องมีการดับไฟในเมืองอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียวหรือโอซากาก็ตามที แม้ว่าซีอีโอของ “เจรา” (JERA) บรรษัทด้านพลังงานแห่งชาติของญี่ปุ่น ที่รับผิดชอบด้านพลังงานทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำจะยอมรับว่า แอลเอ็นจีจากตะวันออกกลางเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซมายังญี่ปุ่นได้เพียง 5% เท่านั้นก็ตาม
ปัญหาของญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องของปริมาณของก๊าซ เป็นเรื่องของราคา และโดยภาพรวมแล้วภาพในเชิงยุทธศาสตร์เป็นปัญหามากกว่าภาพในสภาพความเป็นจริง สัญญาระยะยาวได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเลื่อนกำหนดส่ง ในขณะที่ราคาก๊าซในตลาดจรก็ถีบตัวขึ้นสูงลิบลิ่วจนซื้อไม่ไหว
ญี่ปุ่นจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานน้ำมันจากตะวันออกกลางมากถึง 95% ของปริมาณที่ต้องการใช้ โดยที่น้ำมันเหล่านี้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้เพียง 70% เท่านั้น ส่วนแอลเอ็นจีก็ผ่านฮอร์มุซมาได้เพียง 11% ผลก็คือค่าไฟฟ้าถีบตัวสูงขึ้นกะทันหันและรวดเร็วมาก ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 3 มีนาคม การประมูลค่าไฟฟ้าในย่านโตเกียวในปีงบประมาณ 2026 พุ่งขึ้นรวดเดียว 34% ในช่วงการซื้อขายเพียง 2 วัน ไปอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 16.38 เยนต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง
การหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านในทางทฤษฎีแล้วมีขึ้นเมื่อ 8 เมษายน แต่เอาเข้าจริงจนกระทั่งถึงวันที่ 28 พฤษภาคม ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่ได้ข้อยุติ ได้แต่กรอบการเจรจา ไม่มีความตกลงที่เห็นพ้องต้องกัน ในที่สุดก็ไม่มีความตกลงใด ๆ เกิดขึ้นเลย โกลด์แมนแซคส์ เตือนว่า ราคาพลังงานอาจแขวนค้างอยู่ในระดับสูงจนกระทั่งถึงปี 2027 หากสถานการณ์ยังคงเป็นอยู่เช่นนี้
ส่วนสำคัญที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดยุทธศาสตร์ของ “เจรา” ก็คือ การทำความตกลงระยะยาว 27 ปี กับกาตาร์ หนึ่งในผู้ผลิตแอลเอ็นจีที่ไว้วางใจได้มากที่สุดในโลก ญี่ปุ่นตกลงทำสัญญาซื้อระยะยาวไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดจรที่ราคาผันผวนอย่างหนัก แต่วิกฤตฮอร์มุซที่ยืดเยื้อบีบบังคับให้ญี่ปุ่นต้องหันมาหาตลาดจร เพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านพลังงานอีกจนได้
ญี่ปุ่นไม่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองภายในประเทศก็จริง แต่ก็ทำทางเลือกเอาไว้ไม่น้อย ปัญหาคือเมื่อตะวันออกกลางมีปัญหา ทางเลือกอื่น ๆ ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน อาทิ โครงการซัคคาลิน-2 (Sakhalin-2 project) ในรัสเซีย ซึ่งถือเป็นหลักประกันยุทธศาสตร์พลังงานของญี่ปุ่นมานานไม่น้อย เพราะไม่เพียงใกล้ชิดกันในทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังไว้วางใจได้ และไม่มีฮอร์มุซมาเป็นปัญหา แหล่งซัคคาลินปัจจุบันจัดสรรก๊าซให้ญี่ปุ่นได้ราว ๆ 9% ของอุปทานแอลเอ็นจีทั้งประเทศ
แต่หลังจากเกิดสงครามยูเครน สหรัฐอเมริกาพยายามกดดันให้ญี่ปุ่นระงับหรือถอนตัวออกจากโครงการนี้ แต่ญี่ปุ่นยืนกรานโดยอ้างว่า นี่คือความอยู่รอดของประเทศ ซึ่งยิ่งเป็นจริงมากยิ่งขึ้นภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นญี่ปุ่นก็ต้องหาแหล่งก๊าซใหม่ทดแทนจากตลาดโลกที่ตึงตัวเต็มทีอยู่ในเวลานี้
แต่ญี่ปุ่นไม่ได้หวังพึ่งพาเพียงแค่รัสเซียเท่านั้น ยังหวังพึ่งพาออสเตรเลียอีกส่วนหนึ่งด้วย ออสเตรเลียถือเป็นผู้ขายแอลเอ็นจีให้ญี่ปุ่นรายใหญ่ที่สุด เป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกันบนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ปัญหาก็คือ เมื่อเกิดวิกฤตฮอร์มุซออสเตรเลียก็จำเป็นต้องเลือก ทั้งเพื่อป้องกันการขาดแคลนภายในประเทศ และแรงกดดันทางการเมืองให้ลดราคาพลังงานลงจากอุตสาหกรรมท้องถิ่น รัฐบาลออสเตรเลียวางแผนที่จะจำกัดการส่งออกตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป
กำหนดเวลาดังกล่าวถือเป็นเรื่องกะทันหันไม่น้อยสำหรับญี่ปุ่น เพราะเหลือเวลาให้ญี่ปุ่นเพียงไม่ถึงปีให้หาแหล่งพลังงานใหม่ก่อนที่แหล่งที่มั่นคงที่สุดจะลดปริมาณลง “เรียวเซ อากาซาวะ” รัฐมนตรีอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ถึงกับลงทุนบินด่วนไปเยือนแคนเบอรา เมื่อ 14 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อเจรจาเรื่องนี้ ก่อนที่จะได้รับคำตอบชัดเจนว่า ถ้าหากต้องเลือกระหว่างซิดนีย์กับโตเกียว ออสเตรเลียตัดสินใจเลือกซิดนีย์
เมื่อทางเลือกที่มีอยู่หมดลงเรื่อย ๆ ก็จำเป็นต้องหันเข้ามาพึ่งพาตัวเองอีกครั้ง คำตอบก็คือ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ คาชิวาซากิ-คาริวะ (Kashiwazaki-Kariwa Nuclear Plant) ที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากเปิดใช้งานอีกครั้งความต้องการก๊าซแอลเอ็นจีก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แถมยังเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ไว้ใจได้ ไม่มีปัญหาฮอร์มุซมารบกวน
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ประกอบด้วยเตาปฏิกรณ์ทั้งหมด 7 เตา แต่มีเพียงเตาหมายเลข 6 เตาเดียวเท่านั้นที่จะกลับมาดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีกครั้ง และถึงอย่างนั้นก็ต้องรอจนกระทั่งถึงเดือนเมษายนจึงสามารถดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ ทั้ง ๆ ที่เดิมทีทีรัฐบาลกำหนดไว้ว่าจะเริ่มต้นในวันที่ 18 เดือนมีนาคม แต่เกิดความผิดพลาดขึ้นในราวกลางเดือนจนต้องชะลอช้าลงมาในที่สุด แต่ก็กลายเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานปรมาณูแห่งแรกที่เปิดทำการหลังเกิดโศกนาฏกรรมที่ฟุคุชิมะ
ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทางการญี่ปุ่นมีเวลาอีกเพียงไม่ช้าไม่นานต้องตัดสินใจในประเด็นด้านพลังงานภายในช่วง 6 เดือนข้างหน้าใน 2 ประเด็น
หนึ่งคือ จะเอาอย่างไรกับโครงการซัคคาลิน-2 จะเลือกพันธสัญญากับพันธมิตรตะวันตก หรือจะเลือกความมั่นคงด้านพลังงาน สุดท้ายคือประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เตาหมายเลข 6 กลับมาทำงานได้แล้วก็จริง แต่ยังมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกหลายสิบที่ยังถูกทิ้งไว้เฉย ๆ ทั้งปัญหาจากตัวเตาเอง และจากแรงคัดค้านของสาธารณชนญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรี “ซานาเอะ ทากาอิจิ” จำเป็นต้องเลือกเอาทางใดทางหนึ่งระหว่างคะแนนนิยมของรัฐบาลกับเสถียรภาพด้านพลังงาน
แม้แต่กรณีของออสเตรเลียก็ต้องตัดสินใจเช่นกัน ญี่ปุ่นต้องทำให้แน่ใจได้ว่าจะสามารถล็อกปริมาณการขายก๊าซให้กับตนเองในระดับที่แน่นอนให้ได้ก่อนที่จะมีการจำกัดการส่งออก แน่นอนญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีบางสิ่งบางอย่างเป็นของแลกเปลี่ยนให้ด้วยเช่นเดียวกัน
สุดท้ายแล้วยุทธศาสตร์พลังงานที่ลงทุนลงแรงมานานนับสิบปีก็ใช่ว่าจะล้มเหลวเสียทั้งหมด เพียงแต่ว่าขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทางการเท่านั้นเองว่าจะเลือกผลลัพธ์เป็นอย่างไร