ฮูตีเปิดแนวรบใหม่ ‘ทะเลแดง’ จับตา ‘คลองสุเอซ’ บรรเทาวิกฤติน้ำมันเอเชียได้ไหม ?
ขณะที่สหรัฐโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านติดต่อกันเป็นคืนที่ 12 เพื่อลดทอนความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ด้านกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน หนึ่งในแกนแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance) ที่อิหร่านสนับสนุนทั้งเงินและอาวุธ ขู่ว่าจะเปิดแนวรบใหม่ในสงครามตะวันออกกลาง โดยอ้างการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง ทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบไปยังเอเชียตกอยู่ในความเสี่ยงอีกครั้ง โดยหลายบริษัทกำลังพิจารณาเส้นทางใหม่อ้อม ‘คลองสุเอซ’
“เราโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำ ชื่อเอนเซเลีย (Encelia) และ ไลลา (Layla) เนื่องจากเรือทั้ง 2 ลำนี้ ละเมิดคำสั่งปิดล้อมที่ออกโดยกองทัพ” ยาห์ยา ซารี โฆษกทางทหารของกลุ่มฮูตีกล่าวเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2026 ตามเวลาท้องถิ่น พร้อมเสริมว่า ได้บังคับให้เรือเกือบ 10 ลำ ต้องหันหัวเรือกลับออกจากทะเลแดง
สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) ซึ่งรายงานไม่กี่นาทีก่อนแถลงการณ์ของกลุ่มฮูตีว่า กัปตันเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งรายงานว่าเรือถูกโจมตีทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองอัลชูไกค์ เมืองชายฝั่งทะเลแดงของซาอุดีฯ ด้านแหล่งข่าวของสำนักข่าวซาอุดีอาระเบียระบุว่า ลูกเรือทุกคนปลอดภัยดี
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 ก.ค. กลุ่มฮูตีขู่ว่าจะปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีฯ โดยจะตัดเส้นทางการส่งออกน้ำมันซาอุดีฯ ในทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ พร้อมกล่าวว่า การปิดล้อมดังกล่าวเป็นไปตามหลักการ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’
ท่ามกลางสงครามอิหร่าน ซึ่งทำให้การขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปอย่างยากลำบากและไม่แน่นอน ซาอุดีฯ เปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน มาเป็นการขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมันมาลงที่ท่าเรือยานบูในทะเลแดงมากขึ้น
จากข้อมูลของ Kpler ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มติดตามการขนส่งทางทะเล ระบุว่า ปัจจุบันมีน้ำมันประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่ไหลผ่านช่องแคบบับอัลมันเดบในทะเลแดงไปยังเอเชีย โดย 2 ใน 3 มาจากซาอุดีฯ และอีกหนึ่งส่วนเป็นน้ำมันดิบจากรัสเซีย ราว 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
“ในเดือน มิ.ย. ซาอุดีฯ ส่งน้ำมันจากท่าเรือยานบูออกไปในทะเลแดง ผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ แล้วถึง 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับ 240,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว” Kpler กล่าว
การเคลื่อนไหวล่าสุดของกลุ่มฮูตีที่ขู่ปิดล้อมและโจมตีเรือของซาอุดีฯ นับเป็นสัญญาณที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ภัยคุกคามจากกลุ่มฮูตีเริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของซาอุดีฯ แล้ว
ด้านโรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของน้ำมันซาอุดีฯ กำลังพิจารณาเส้นทางเบี่ยงที่อ้อมยาวขึ้นไปอีก คือการขนส่งน้ำมันผ่าน ‘คลองสุเอซ’ เข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนจะแล่นอ้อมแอฟริกาผ่านแหลมกู๊ดโฮปกลับมายังเอเชีย

แม้เส้นทางดังกล่าวอาจทำให้ระยะเวลาการขนส่งนานขึ้นหลายสัปดาห์ เพิ่มเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการขนส่งอย่างมาก และอาจสร้างปัญหาด้านโลจิสติกส์เกี่ยวกับปริมาณน้ำมันที่จะขนส่งได้ แต่ก็อาจเป็นทางรอดของสถานการณ์การขนส่งน้ำมันในซาอุดีฯ
ระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น เป็นหนึ่งในผลกระทบสำคัญหากเปลี่ยนไปใช้เส้นทางคลองสุเอซ
จากข้อมูลของ Kpler หากจุดหมายปลายทางเป็นเกาหลีใต้ การเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมันไปเป็นการอ้อมผ่านคลองสุเอซ จะทำให้ระยะเวลาการขนส่งอยู่ที่ประมาณ 54 วัน หรือเพิ่มขึ้นราว 24 วันจากเส้นทางเดิมผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบในทะเลแดง
บางบริษัทเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ไว้แล้ว จากข้อมูลการติดตามเรือของ Kpler และ London Stock Exchange Group (LSEG) แสดงให้เห็นว่า เรือบรรทุกน้ำมัน โรดส์ (Rodos) ติดธงชาติไลบีเรียซึ่งบรรทุกน้ำมันออกจากท่าเรือยานบู และจะส่งไปยังชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย ได้หันหัวเรือกลับและส่งสัญญาณว่ากำลังมุ่งหน้าไปยังคลองสุเอซ
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขนส่งที่อ้อมกว่าเดิม เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้จะไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่ สุมานิต ริโตเลีย หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านการกลั่นและพลังงานของ Kpler กล่าวว่า ระยะเวลาการเดินทางที่ยาวนานขึ้น ยังทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เบี้ยประกัน ดีมานด์ของเรือบรรทุกน้ำมัน และอัตราค่าระวาง (Freight Charge)
“คาดว่า ผลกระทบอาจขยายวงกว้างออกไปนอกเหนือจากปริมาณน้ำมัน แต่จะลดความพร้อมใช้งานของเรือบรรทุกน้ำมันและทำให้อัตราค่าระวางในตลาดปรับตัวสูงขึ้นด้วย” ริโตเลียกล่าว
หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ ปัญหาด้านโลจิสติกส์ในแง่ของประเภทเรือที่ใช้ขนส่งน้ำมัน
โดยส่วนใหญ่แล้ว น้ำมันที่ขนส่งออกจากท่าเรือยานบูมักเป็น ‘เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก’ (VLCC) ซึ่งเรือประเภทนี้ หากบรรทุกน้ำมันเต็มความจุจะไม่สามารถผ่านคลองสุเอซได้ เนื่องจากท้องเรือจมน้ำลงลึกเกินไป
ผู้ประกอบการมีสองทางเลือกคือ การถ่ายโอนน้ำมันบางส่วนไปยังท่อส่งน้ำมัน SUMED ของอียิปต์ ก่อนเดินทางถึงคลองสุเอซ หรืออีกทางหนึ่งคือการใช้เรือบรรทุกน้ำมัน Suezmax ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถแล่นผ่านคลองสุเอซได้ โดยสามารถจุน้ำมันเต็มความจุได้ราว 1 ล้านบาร์เรล น้อยกว่าเรือ VLCC ที่บรรจุน้ำมันเต็มความจุได้ถึง 2 ล้านบาร์เรล
โฮมายูน ฟาลาคชาฮี หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์น้ำมันดิบของ Kpler กล่าวว่า ความท้าทายอยู่ที่ว่า ปริมาณน้ำมันที่สามารถขนส่งได้ จะทันเวลาและเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่
หากการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาเป็นปกติ และกลุ่มฮูตียังคงปิดล้อมซาอุดีฯ โดยที่เส้นทางอ้อมไปยังคลองสุเอซก็ยังมีปัญหาหลายประการ ดังนั้นแล้วจะมีตัวเลือกอื่นสำหรับวิกฤติน้ำมันในเอเชียอีกหรือไม่ บรรดานักวิเคราะห์กล่าวว่า อีกหนึ่งความเป็นไปได้คือการเพิ่มปริมาณนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ทางเลือกนี้อาจทำได้ยากขึ้น หากกลุ่มฮูตีขยายวงการปิดล้อมทางทะเลออกไปนอกเหนือจากพื้นที่การขนส่งน้ำมันของซาอุดีฯ เนื่องจากน้ำมันดิบรัสเซียก็ต้องขนส่งผ่านทะเลแดงไปยังเอเชียเช่นกัน โดยริโตเลีย จาก Kpler กล่าวว่า การทดแทนเป็นไปได้ แต่ก็มีข้อจำกัด
ด้าน มาร์ค อายูบ นักวิจัยและที่ปรึกษาด้านนโยบายพลังงานของสถานบันคลังสมองหลายแห่ง รวมถึง The Century Foundation ในสหรัฐ กล่าวว่า รัสเซียเองก็กำลังเผชิญกับข้อจำกัดของตนเอง หลังจากที่ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย ทำให้ไม่น่าจะสามารถทดแทนซัพพลายที่หายไปจากความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียได้อย่างเต็มที่
น้ำมันดิบจากสหรัฐและเวเนซุเอลา อาจเป็นตัวเลือกถัดไปที่น่าสนใจมากขึ้น หากการปิดล้อมทางทะเลยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็ต้องเผชิญกับระยะทางที่ไกลขึ้นและต้นทุนการขนส่งที่สูงกว่าเช่นกัน นอกจากนี้ ขณะนี้สหรัฐก็กำลังเผชิญกับการขาดแคลนน้ำมันในคลังสำรองเช่นกัน แม้โรงกลั่นจะทำงานเกือบเต็มกำลังการผลิตแล้วก็ตาม
“แม้ว่าคลองสุเอซจะช่วยบรรเทาซัพพลายน้ำมันที่หยุดชะงักลงได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถทดแทนเส้นทางตรงผ่านช่องแคบฮอร์มุซและบับเอลมันเดบได้อย่างเต็มที่ ทั้งในแง่ของปริมาณและประสิทธิภาพ และหากจุดคอขวดทั้งสองยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันนี้ต่อไป ผลที่ตามมามีแนวโน้มจะขยายวงกว้างไปไกลกว่าการขนส่ง ต้นทุนน้ำเข้าน้ำมัน อัตราค่าระวาง และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูง” อายูบกล่าว
ที่มา : Bloomberg, Al Jazeera, Reuters