“พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสที่คณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี มีมติเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ให้ขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม นับเป็นแหล่งมรดกโลกลำดับที่ 9 มรดกโลกทางวัฒนธรรมลำดับที่ 6 ของประเทศไทย และเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้
นายพิพัฒน์กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นมรดกโลก ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศไทย และเป็นความภาคภูมิใจของพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชและประชาชนในภาคใต้ ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของคณะสงฆ์ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น และประชาชนที่ร่วมกันอนุรักษ์ สืบทอด และผลักดันคุณค่าของวัดพระมหาธาตุฯ สู่การยอมรับในระดับนานาชาติ
“วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร”เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาที่สำคัญของภูมิภาคมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 สะท้อนการแลกเปลี่ยนและผสมผสานอิทธิพลทางศาสนา ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมจากพราหมณ์–ฮินดู พุทธมหายาน และพุทธเถรวาท ก่อนพัฒนาเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของนครศรีธรรมราชและส่งอิทธิพลต่อพื้นที่ต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับประเพณีที่มีชีวิต ทั้งประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ตำนานและพงศาวดารท้องถิ่น ตลอดจนศิลปะการแสดงโนรา

นายพิพัฒน์กล่าวว่า การเป็นมรดกโลกจะช่วยเปิดโอกาสให้นครศรีธรรมราชยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ สามารถเชื่อมโยงการเดินทางจากวัดพระมหาธาตุฯ ไปยังเมืองเก่า แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ชุมชนท้องถิ่น และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ช่วยให้เกิดการพักค้างนานขึ้น กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้า ที่พัก การขนส่ง ผลิตภัณฑ์ชุมชน และเยาวชนที่กลับมาประกอบอาชีพในบ้านเกิด
สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านคมนาคม กระทรวงคมนาคมจะใช้โครงข่ายที่มีอยู่ควบคู่กับการพัฒนาโครงการในอนาคต เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเข้าสู่จังหวัดนครศรีธรรมราชให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น
ด้านการเดินทางทางถนน กระทรวงคมนาคมโดยกรมทางหลวงชนบทเปิดใช้ถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 4103–ถนนพุทธภูมิ ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ขนาด 4 ช่องจราจร ช่วยลดความแออัดและเชื่อมโยงการเดินทางสู่วัดพระมหาธาตุฯ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในตัวเมือง ภายใต้แนวคิด “เส้นทางแห่งศรัทธา”
ด้านการเดินทางทางอากาศ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชมีอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 1,600 คนต่อชั่วโมง หรือ 4 ล้านคนต่อปี พร้อมรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและเชื่อมต่อเข้าสู่ตัวเมือง
ด้านการเดินทางทางราง ปัจจุบันสามารถเดินทางด้วยรถไฟเข้าสู่นครศรีธรรมราชได้โดยตรง ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างผลักดันรถไฟทางคู่สายใต้ระยะที่ 2 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและเชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้
นายพิพัฒน์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมพร้อมประสานจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแนวทางบริหารจัดการการเดินทางในพื้นที่มรดกโลกและบริเวณโดยรอบ ทั้งการจัดระบบจราจร จุดจอดรถ ป้ายแนะนำเส้นทาง ทางเดินที่ปลอดภัย ระบบขนส่งสาธารณะ และการเชื่อมต่อจากสนามบิน สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งเข้าสู่ตัวเมือง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญและวันที่มีผู้เดินทางเข้าสักการะองค์พระบรมธาตุเจดีย์เป็นจำนวนมาก