ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
การขับเคลื่อนและยกระดับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครให้เติบโตอย่างทันสมัยและตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์รากเหง้าทางประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า เป็นโจทย์ใหญ่ระดับชาติที่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่
พล.ต.ปริญ รื่นภาควุฒิ ผู้รับผิดชอบโครงการในพระราชดำริ สำนักพระราชวัง สะท้อนวิสัยทัศน์และแนวทางการดำเนินงานโครงการพัฒนาสวนสาธารณประโยชน์รอบพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สายน้ำ และมรดกทางวัฒนธรรมอันน่าภาคภูมิใจของคนในชาติ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันของภาครัฐ เอกชน ทหาร ตำรวจ และประชาชน ให้เกิดเป็นรูปธรรม เกิดประโยชน์กับคนโดยตรงและส่วนรวมเป็นสำคัญ
เจริญไม่ทิ้งรากเหง้า
ทุกย่างก้าวของการพัฒนาพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์มีจุดเริ่มต้นมาจากพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมุ่งหวังให้พื้นที่สาธารณะเป็นของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง การพัฒนาในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงทัศนียภาพให้สวยงามเพื่อการท่องเที่ยวหรือการสร้างภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่คือการสร้างพื้นที่สุขภาวะที่สามารถเชื่อมโยงวิถีชีวิตดั้งเดิมเข้ากับมาตรฐานคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน
“ทุกอย่างจะทำขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก” พล.ต.ปริญย้ำเตือนถึงเจตนารมณ์การทำงาน
ขอบเขตการดำเนินงานครอบคลุมจุดศูนย์กลางสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นบริเวณป้อมมหากาฬ ภูเขาทองหรือวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดราชนัดดารามวรวิหารอันเป็นที่ตั้งของโลหะปราสาท และวัดเทพธิดารามวรวิหาร ตลอดจนพื้นที่ริมแม่น้ำลำคลองสายต่าง ๆ ในบริเวณโดยรอบ
วัตถุประสงค์ประการแรกคือการเพิ่มพูนคุณค่าทางมรดกทางวัฒนธรรม ให้โบราณสถานได้รับการดูแล เชิดชู และอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพที่งดงาม สง่างาม เพื่อเป็นมรดกแก่อนุชนรุ่นหลังและเป็นจุดดึงดูดสายตาของผู้คนทั่วโลก ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมรอบสวนสาธารณประโยชน์ โดยมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สีเขียวที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ การฟื้นฟูและรักษาสายน้ำในคูคลองให้ใสสะอาด ปราศจากมลพิษและกลิ่นเหม็นเน่า รวมทั้งตั้งเป้าหมายให้พื้นที่แห่งนี้มีระบบความปลอดภัยสูงสุด ปราศจากปัญหาอาชญากรรมและการซุกซ่อนของกลุ่มคนเร่ร่อน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนเข้ามาใช้บริหารจัดการภายในสวนอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในเชิงภูมิศาสตร์ พื้นที่ตรงนี้ถือเป็นจุดบรรจบทางสายน้ำที่สำคัญของเกาะรัตนโกสินทร์ มีคลองสำคัญสามสายไหลมาเจอกัน คือ คลองบางลำพู คลองโอ่งอ่าง รวมเรียกว่าคลองรอบกรุง และคลองมหานาค ซึ่งไหลออกไปเชื่อมต่อกับคลองแสนแสบ บริเวณนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการฟื้นฟูภูมิทัศน์สายน้ำของเมืองหลวงแต่โบราณ แม้ในอดีตบริเวณป้อมมหากาฬเคยเป็นชุมชนหนาแน่น แต่ปัจจุบันบางส่วนได้ปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สวนสาธารณะด้วยความร่วมมือจากประชาชนที่ย้ายออกไปด้วยความเข้าใจ ส่วนพื้นที่ริมคลองอื่น ๆ ก็กำลังทยอยดำเนินงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องแล้วเกือบ 70%
สวนลอยฟ้าประสานผืนป่าเมือง
งานออกแบบเมืองในโครงการนี้เน้นการสร้างโครงข่ายเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวเข้าด้วยกันผ่านสะพานและทางเดิน เนื่องจากสายคลองรอบกรุงมีสะพานข้ามคลองมากถึง 14 แห่ง เช่น สะพานผ่านฟ้าลีลาศ สะพานสมมตอมรมารค และสะพานหัน โครงการจึงมีแนวคิดในการสร้างสะพานเชื่อมต่อพื้นที่สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ ข้ามคลองและข้ามถนนบริพัตร ไปสู่พื้นที่ของภูเขาทองและวัดสระเกศ โดยบนสะพานจะออกแบบให้ปลูกต้นไม้ใหญ่และจัดสวนประดับไว้ตลอดทางเดิน คล้ายลักษณะของสวนลอยฟ้าหรือสะพานสีเขียว เพื่อเชื่อมประสานผืนป่าเมืองจากฝั่งป้อมมหากาฬและภูเขาทองเข้าด้วยกันเป็นผืนเดียว โดยไม่กระทบต่อการสัญจรทางน้ำของเรือในคลองและทางบก อย่างไรก็ตาม การออกแบบสะพานและสวนลอยฟ้าดังกล่าวต้องคำนึงถึง ภูมิทัศน์ มุมมองเชิงทัศนียภาพและโบราณสถานเป็นสำคัญ
“การออกแบบต้องเพิ่มพูนคุณค่าโบราณสถาน ไม่ใช่ไปด้อยค่าลง ต้องทำให้โบราณสถานโดดเด่นยิ่งขึ้น” พล.ต.ปริญชี้ให้เห็นหัวใจของการออกแบบ
โดยทีมงานจำต้องกำหนดระดับความสูงของสะพานและแนวต้นไม้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้สูงเกินไปจนบดบังทัศนียภาพของภูเขาทองหรือป้อมมหากาฬเมื่อมองมาจากเส้นทางหลักอย่างถนนราชดำเนิน พร้อมทั้งจัดให้มีการเปิดประกวดแบบภูมิสถาปัตยกรรมเพื่อเฟ้นหาไอเดียที่เพิ่มพูนคุณค่าให้แก่โบราณสถานได้อย่างลงตัวที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ป้อมมหากาฬ ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีชีวิตและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง รวบรวมเรื่องราวตั้งแต่การสร้างเมือง กำแพงเมือง เทคนิคการบูรณะป้อมปราการ ตลอดจนวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิม และบันทึกภาพความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วน ขณะเดียวกันก็มีแผนเชื่อมโยงเส้นทางสัญจรทางน้ำ ด้วยการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเรือไฟฟ้าจากใจกลางกรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อไปยังจังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และฉะเชิงเทรา รวมถึงการกระจายพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก หรือ Pocket Park ให้ประชาชนเดินเข้าถึงได้ง่ายภายในเวลาไม่กี่นาที เพื่อลดปัญหาความร้อนของเมือง และขับเคลื่อนเกาะรัตนโกสินทร์สู่การเป็นเมืองที่เดินได้
เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา นำมา สืบสาน รักษาและต่อยอด
สำหรับกระบวนการทำงานกับชุมชนและประชาชนในพื้นที่ โครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบายนี้ยึดหลักการทำงานอย่างนุ่มนวล
“เราใช้หลักเข้าถึง เข้าใจ พัฒนา ทุกอย่างเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ชุมชนไหนได้รับความเดือดร้อนเราเข้าไปช่วยเหลือ ไม่มีการขับไล่” ประจำราชเลขานุการในพระองค์เน้นย้ำ
กระบวนการทำงานดำเนินไปโดยอาศัยการสร้างความเข้าใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชน จัดกิจกรรมช่วยเหลือในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การตักบาตรพระสงฆ์ การนำทีมแพทย์ พยาบาล และสัตวแพทย์ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพและดูแลสัตว์เลี้ยง ตลอดจนการส่งช่างชุมชนเข้าไปช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าให้แก่ชาวบ้าน เพื่อแสดงมิตรไมตรีและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาไปพร้อมกัน
เมื่อถามถึง “ผลกระทบ” ต่อชุมชนในบริบทของโครงการนี้ พลตรีปริญมองว่าเป็นผลกระทบในเชิงบวก คือการเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ประชาชนได้รับช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีระบบไฟฟ้าและประปาที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย ไม่ต้องทนอยู่อาศัยอย่างแออัดเหมือนในอดีต ซึ่งประสบการณ์จากการฟื้นฟูคลองเปรมประชากรในอดีตพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้ช่วงแรกจะมีผู้เห็นต่างจากความไม่เข้าใจ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงและอธิบายจนเห็นภาพตรงกัน ชุมชนก็หันมาร่วมมือกันจนกลายมาเป็นกำลังสำคัญในการดูแลรักษาลำคลอง โดยอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูสายน้ำอย่างยั่งยืน คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตริมคลอง ด้วยแนวคิดการเปลี่ยนผ่านภาพจำดั้งเดิม
“เป้าหมายหลักคือทำหลังบ้านให้กลายเป็นหน้าบ้าน พอเป็นหน้าบ้านแล้วคนก็ไม่อยากทิ้งขยะ ไม่อยากทิ้งของเสียลงคลอง เพราะใคร ๆ ก็อยากโชว์หน้าบ้านที่สวยงาม” พลตรีปริญกล่าวอย่างน่าสนใจ
ในอดีตชุมชนริมคลองมักหันหลังบ้านเข้าหาลำน้ำ ทำให้เกิดการทิ้งขยะและน้ำเสียลงสู่คลองโดยตรง แต่เมื่อมีการปรับปรุงพื้นที่ริมคลองให้สวยงาม ประชาชนก็เริ่มปรับปรุงอาคารบ้านเรือน หันหน้าบ้านมาสู่คลอง จัดแต่งพื้นที่ด้วยต้นไม้และความสะอาด ซึ่งช่วยแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียได้อย่างยั่งยืนจากความร่วมมือของคนในชุมชนเอง
แก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ดี
เป้าหมายและกรอบเวลาในการดำเนินโครงการพัฒนาสวนสาธารณประโยชน์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ แม้จะวางเป้าหมายภาพรวมว่าจะเห็นความสวยงามของสวนสมบูรณ์ในระดับหนึ่งภายในปี พ.ศ.2571 แต่ในความเป็นจริงแล้วการทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมถือเป็นภารกิจที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกวัน
“ถ้าถามว่าสิ้นสุดเมื่อไหร่ เป้าหมายคือเราทำตลอด ช่วย ๆ กันทำ ทุกคนต้องช่วยกันทำ” พล.ต.ปริญสะท้อนมุมมองการทำงาน
ตลอดหลายปีของการทำงานในโครงการพระราชดำริและกิจกรรมจิตอาสา เจ้าหน้าที่และภาคส่วนต่าง ๆ ยังคงลงพื้นที่ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ทำความสะอาดคูคลอง ซ่อมแซมสะพาน และสร้างความเข้าใจกับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ
ผู้รับผิดชอบโครงการในพระราชดำริบอกว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากคำสั่งจากบนลงล่าง แต่เกิดจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ ข้อเสนอแนะในทางสร้างสรรค์ การทำทางเดินเท้าที่ปลอดภัยข้างสะพานมหาดไทยอุทิศ การทำสวนสาธารณประโยชน์ในชุมชน ล้วนมาจากเสียงสะท้อนของชาวบ้าน เจ้าอาวาสวัด และผู้ประกอบการในท้องถิ่นทั้งสิ้น
ทุกกระบวนการดำเนินงานท่านราชเลขานุการในพระองค์ได้น้อมนำพระบรมราโชบายให้กับส่วนราชการ ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ ได้ร่วมเข้ามามีส่วนร่วม ส่งเสริม สนับสนุนกันได้อย่างสร้างสรรค์ เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ได้มีประสิทธิภาพตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
“ท่านทรงมีพระราชปณิธานในการแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ดี ทำให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมีความสุข ชุมชนเข้มแข็ง และมีความเป็นอยู่อย่างยั่งยืน”
พล.ต.ปริญย้ำถึงหัวใจของภารกิจ แนวทาง “เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา” ถือเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน วัด และประชาชนในพื้นที่ ให้หันมาร่วมมือกันปรับเปลี่ยนเมืองหลวงแห่งนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีความยั่งยืน เพื่อมอบเป็นมรดกอันมีค่าแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป