เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
News จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
Politics ‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
“จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
HR “จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Politics ‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
Tech Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
Economic ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
Economic เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
Economic ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
Real Estate ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
‘ไลฟ์ สุขุมวิท-พระราม 4’ คอนโดฯ วิวโค้งน้ำบางกะเจ้า
Real Estate ‘ไลฟ์ สุขุมวิท-พระราม 4’ คอนโดฯ วิวโค้งน้ำบางกะเจ้า
ดูทั้งหมด

จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม

26 ก.ค. 2569 | 18:56น.

สภาผู้บริโภคเดินหน้าคดีฟ้องเมตาและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง เรียกเงินคืนผู้เสียหายกว่า 230 ล้านบาท ตีแผ่ผลวิจัยพบเหยื่อบนเฟซบุ๊กกว่า 84% ไม่เคยได้เงินคืน จี้รัฐบาลไทยเร่งยกระดับมาตรฐานกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เท่าทันสากล

รายงานข่าวจาก “สภาผู้บริโภค” ระบุว่า วันที่ 3 สิงหาคมนี้ “คดีฟ้องร้องเฟซบุ๊ก” เข้าสู่ห้องพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการ เมื่อศาลแพ่งรัชดานัดพร้อมเพื่อไต่สวนคดีที่สภาผู้บริโภคและตัวแทนผู้เสียหายยื่นฟ้องเมตา (Meta) บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง จากกรณีเปิดให้มีโฆษณาลงทุนปลอมหลอกผู้บริโภคออนไลน์สร้างความเสียหายหลายร้อยล้านบาท

คดีนี้ถูกจับตาในฐานะ “คดีประวัติศาสตร์ของผู้บริโภคไทย” เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการขยายความรับผิดจากตัวมิจฉาชีพ ไปสู่ผู้ให้บริการที่ควบคุมระบบซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรมทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์มโฆษณา ช่องทางสื่อสาร ร้านดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน และระบบธนาคาร พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า เมื่อแพลตฟอร์มมีรายได้จากโฆษณา มีข้อมูล และมีอำนาจควบคุมระบบ จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบนระบบของตนเองหรือไม่

กว่าคดีจะมาถึงจุดนี้ สภาผู้บริโภคใช้เวลารวบรวมเรื่องร้องเรียนและผลักดันให้เกิดมาตรการป้องกันโฆษณาหลอกลวงมาอย่างต่อเนื่อง หลังพบผู้บริโภคจำนวนมากสูญเสียเงินจากโฆษณาลงทุนปลอม งานออนไลน์ปลอม สินค้าปลอม และเพจที่แอบอ้างหน่วยงานรัฐหรือบุคคลมีชื่อเสียง บางรายสูญเงินเก็บทั้งชีวิต ขณะที่บางรายถูกหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจนเกิดความเสียหายตามมา จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่พาผู้บริโภคจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ มาสู่ห้องพิจารณาคดีในวันที่ 3 สิงหาคม นี้

จุดเริ่มต้นของการฟ้องเมตา

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคในโลกดิจิทัล เมื่อสภาผู้บริโภค พร้อมด้วยทนายความและตัวแทนผู้เสียหาย 10 ราย ยื่นฟ้องบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน และธนาคารที่เกี่ยวข้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกเงินคืนและค่าเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท หลังผู้บริโภคถูกหลอกผ่านโฆษณาลงทุนปลอม

แต่การฟ้องร้องครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทวงคืนเงินให้ผู้เสียหายกลุ่มแรก หากยังต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากระบบที่เชื่อมต่อกัน ทั้งแพลตฟอร์มโฆษณา ช่องทางสื่อสาร ร้านดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน และระบบธนาคาร ผู้บริโภคไม่ควรถูกปล่อยให้รับผิดชอบความสูญเสียเพียงลำพัง

จากเรื่องร้องเรียนซ้ำซาก สู่คดีเชิงยุทธศาสตร์

ก่อนเดินหน้าฟ้องคดี สภาผู้บริโภคได้รวบรวมข้อมูลเรื่องร้องเรียนและพยายามเจรจากับบริษัทเมตา ทั้งบริษัทแม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และบริษัทลูกในประเทศไทย เป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี เพื่อขอให้ดำเนินมาตรการปิดกั้นโฆษณาหลอกลวง ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ปรากฏในเอกสารในเงื่อนไขข้อตกลงของการสมัครเข้าใช้แพลตฟอร์มดังกล่าว แต่ปัญหายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 พบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด 11,815 เรื่อง โดยเฟซบุ๊กมีจำนวนสูงที่สุดถึง 6,986 เรื่อง หรือ 59.13 เปอร์เซ็นต์ และมีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน งานวิจัยที่สภาผู้บริโภคร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชยังพบว่า ผู้บริโภคที่ใช้เฟซบุ๊กร้อยละ 54.9 เคยเผชิญการหลอกลวง การฉ้อโกง หรือสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และร้อยละ 84.7 ของผู้เสียหายไม่ได้รับเงินคืน ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงสนับสนุนทั้งการดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มและการปฏิรูปกฎหมายกำกับดูแลธุรกิจดิจิทัล

ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะรายหรือเกิดจากความไม่ระมัดระวังของผู้บริโภคเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ ตั้งแต่การยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาที่ไม่รัดกุม อัลกอริทึมที่มิจฉาชีพได้ประโยชน์ในการส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายหรือเหยื่อได้อย่างแม่นยำ การเปิดพื้นที่ให้เพจปลอมและสินค้าผิดกฎหมาย ไปจนถึงการไม่มีระบบคุ้มครองผู้ซื้อที่มีประสิทธิภาพและกลไกเยียวยาที่แสดงความรับผิดชอบ

แพลตฟอร์มและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องมีส่วนรับผิดชอบ

คดีที่ยื่นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนแตกต่างจากการดำเนินคดีหลอกลงทุนทั่วไป เพราะคดีนี้ไม่ได้มุ่งเอาผิดเฉพาะผู้เปิดบัญชีม้าหรือผู้รับโอนเงิน แต่ขยายความรับผิดไปยังผู้ให้บริการที่ควบคุมระบบซึ่งมิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือ

จำเลยจึงไม่ใช่เฉพาะบริษัทเมตา เจ้าของเฟซบุ๊ก แต่รวมถึงบริษัทผู้ให้บริการไลน์ (LINE) บริษัทผู้ให้บริการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน รวมถึงธนาคารที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของผู้เสียหายแต่ละราย

รูปแบบความเสียหายเริ่มต้นจากการที่ผู้บริโภคค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นหรือการลงทุนบนแพลตฟอร์ม จากนั้นอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มจะแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องรวมถึงเพจปลอมของมิจฉาชีพที่แอบอ้างผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลมีชื่อเสียง ก่อนชักชวนให้เข้ากลุ่มไลน์ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันลงทุนปลอม และปิดด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีม้า

เมื่อพิจารณาจากหลักฐานและเส้นทางการหลอกลวงจะเห็นได้ว่า หากผู้ให้บริการส่วนใดส่วนหนึ่งตรวจสอบตามหน้าที่ความรับผิดชอบ และหยุดความผิดปกติได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองผู้ลงโฆษณา การตรวจสอบแอปพลิเคชัน หรือการระงับธุรกรรมที่ผิดปกติ ความเสียหายอาจไม่เกิดขึ้น หรืออย่างน้อยอาจไม่ขยายตัวจนผู้เสียหายบางรายสูญเงินจำนวนมหาศาล

การฟ้องคดีจึงเป็นการส่งสารที่สำคัญว่า ผู้ที่สร้างรายได้จากระบบ มีข้อมูล มีเทคโนโลยี และมีอำนาจควบคุมระบบ ต้องมีหน้าที่ป้องกันความเสียหายและร่วมรับผิดชอบเมื่อระบบของตนถูกใช้ก่ออาชญากรรม

จากเสียงผู้เสียหาย สู่แคมเปญ “ฉันก็โดนเหมือนกัน”

ระหว่างขั้นตอนการฟ้องคดีและผลักดันเชิงนโยบาย สภาผู้บริโภคยังใช้การสื่อสารสาธารณะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนความเข้าใจของสังคมที่เหยื่อจากการหลอกลวงโดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะทางสังคมถูกตีตราว่าเป็นผู้ที่ “ไม่เท่าทัน” มิจฉาขีพ ให้เห็นความจริงที่ว่ากลไกการหลอกลวงได้ถูกนำมาใช้พื้นที่ที่ได้รับความเชื่อถือในมาตรฐานระดับโลกแต่กลับไม่มีระบบป้องกันภัยอย่างเพียงพอ โดยมิจฉาชีพมีการออกแบบอย่างเป็นระบบที่เชื่อมโยงกันนำไปสู่การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ

สภาผู้บริโภคจึงริเริ่มการรณรงค์ #ฉันก็โดนเหมือนกัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เสียหายจากเพจปลอม โฆษณาหลอกลวง ออนไลน์ปลอม การหลอกลงทุน และการซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับของ ไม่โทษตนเองเมื่อเกิดความเสียหาย ที่ไม่ใช่เกิดจากความไม่เท่าทัน แต่เกิดจากระบบที่หละหลวม ให้มาเล่าประสบการณ์จริงของตนเองเพื่อกระตุ้นให้ภาครัฐและสังคมสนับสนุนการดำเนินการใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกลไกที่รัดกุมในการทำงานของแพลตฟอร์ม รวมถึงธนาคารต่าง ๆ และท้ายที่สุดคือกฎระเบียบภาครัฐที่ต้องสอดคล้อง รัดกุม และเท่าทันกับกลลวงมิจฉาชีพ

เรื่องราวเหล่านี้ทำหน้าที่มากกว่าการเตือนภัย เพราะช่วยยืนยันว่า ผู้เสียหายมีทั้งประชาชนทั่วไป พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ข้าราชการ และผู้ที่มีความรู้ด้านการเงิน การตกเป็นเหยื่อจึงไม่ใช่เครื่องชี้วัดความฉลาดหรือความรอบคอบ แต่เป็นผลจากขบวนการที่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล อัลกอริทึม ภาพปลอม และเทคนิคทางการตลาดสร้างความน่าเชื่อถืออย่างแนบเนียน

อีกด้านหนึ่ง คนที่มีชื่อเสียง ผู้ประกอบการและคนขายของออนไลน์ก็สามารถเป็นผู้เสียหายได้เช่นกัน ทั้งจากการถูกแอบอ้างชื่อไปใช้ ถูกขโมยภาพสินค้า แอบอ้างชื่อร้าน สร้างเพจปลอม หรือซื้อโฆษณาแข่งขันกับมิจฉาชีพที่ใช้สินค้าราคาต่ำผิดปกติดึงลูกค้าไปหลอกลวง ปัญหานี้จึงกระทบทั้งผู้ซื้อ ผู้ขายสุจริต และความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวม

เครือข่ายทั่วประเทศร่วมเปลี่ยนเสียงเล็กให้ดังขึ้น

การขับเคลื่อนแคมเปญนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในกรุงเทพฯ หรือบนหน้าสื่อออนไลน์ แต่ขยายไปสู่เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคในหลายจังหวัด ผ่านกิจกรรมทั้งออนไลน์และกิจกรรมในพื้นที่

เครือข่ายในพื้นที่ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัย เปิดวงพูดคุย รับฟังประสบการณ์ผู้เสียหาย ประสานความช่วยเหลือ และสื่อสารข้อเสนอให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ประชาชนที่อยู่ห่างจากส่วนกลางสามารถเข้าถึงข้อมูล รู้ช่องทางร้องเรียน และเห็นว่าความเสียหายของตนเองไม่ใช่เรื่องที่ต้องเผชิญตามลำพัง

พลังของเครือข่ายยังช่วยนำข้อเท็จจริงจากพื้นที่กลับเข้าสู่การขับเคลื่อนระดับประเทศ ทั้งรูปแบบกลโกงใหม่ ปัญหาการแจ้งความ อุปสรรคในการอายัดเงิน และความยากลำบากในการประสานงานกับแพลตฟอร์มหรือธนาคาร

สิ่งเหล่านี้ทำให้การฟ้องคดีหนึ่งครั้งพัฒนาเป็นการรณรงค์สาธารณะที่เชื่อมโยงผู้เสียหาย องค์กรผู้บริโภค นักกฎหมาย นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และประชาชนทั่วประเทศเข้าด้วยกัน

หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามต่อความรับผิดของเมตา

ภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ตั้งคำถามต่อบทบาทของเมตาในการจัดการโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์ม หลายประเทศเริ่มใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมายและการดำเนินคดี เพื่อผลักดันให้แพลตฟอร์มดิจิทัลต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโฆษณาหลอกลวงและการหลอกลวงทางออนไลน์มากขึ้น

ใน สหราชอาณาจักร รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Act) กำหนดให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ประเมินและลดความเสี่ยงจากเนื้อหาและโฆษณาที่เป็นอันตราย รวมถึงต้องมีระบบตรวจสอบโฆษณา การจัดการความเสี่ยง และการตอบสนองต่อการแจ้งเหตุอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีการรวมตัวของผู้เสียหายเพื่อดำเนินคดีกับเมตา จากกรณีโฆษณาหลอกลงทุนและสแกมบนเฟซบุ๊ก โดยให้เหตุผลว่า แม้จะมีการแจ้งลบโฆษณาแล้ว แต่โฆษณาในลักษณะเดียวกันยังกลับมาเผยแพร่ซ้ำได้อีก

ส่วน ออสเตรเลีย หน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันและผู้บริโภค (ACCC) ได้ดำเนินคดีกับเมตาจากกรณีโฆษณาที่ใช้ภาพและชื่อของบุคคลมีชื่อเสียงเพื่อหลอกลวงให้ประชาชนลงทุนในโครงการปลอม พร้อมผลักดันให้แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบผู้ลงโฆษณาและจัดการโฆษณาหลอกลวงอย่างเข้มงวดมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกพระราชบัญญัติบริการดิจิทัล (Digital Services Act : DSA) ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ลงโฆษณา มีระบบติดตามโฆษณา และต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วเมื่อพบเนื้อหาหรือโฆษณาที่ผิดกฎหมาย หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับเป็นมูลค่าสูง

กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า หลายประเทศไม่ได้มองแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเพียง “พื้นที่กลาง” แต่กำลังผลักดันให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ในการดูแลผู้ใช้ (duty of care) และร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบนระบบของตนเอง

บทเรียนจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาโฆษณาหลอกลวงไม่สามารถพึ่งพาความระมัดระวังของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน การเปิดเผยข้อมูลผู้ลงโฆษณา ระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และมาตรการเยียวยาผู้เสียหายที่เข้าถึงได้จริง หลักการเหล่านี้จึงถูกนำมาใช้ประกอบการผลักดันให้ประเทศไทยมีมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคดิจิทัลที่เข้มแข็งมากขึ้น และเป็นเหตุผลสำคัญที่สภาผู้บริโภคเดินหน้าผลักดันคดีฟ้องเมตา ควบคู่ไปกับการเสนอปฏิรูปกฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทย

เป้าหมายปลายทาง คือระบบที่ไม่ทิ้งผู้บริโภคไว้ลำพัง

จากวันที่ 8 มิถุนายน 2569 จนถึงการเข้าพบหน่วยงาน การเผยแพร่งานวิจัย การถอดบทเรียนจากต่างประเทศ และการขยายแคมเปญสู่พื้นที่ต่างจังหวัด สภาผู้บริโภคกำลังย้ำข้อเสนอสำคัญว่า ภัยออนไลน์ไม่อาจแก้ได้ด้วยการบอกให้ประชาชน “ระวังตัวเอง” เท่านั้น

แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบตัวตนผู้ลงโฆษณาและผู้ขาย ต้องนำโฆษณาหลอกลวงออกอย่างรวดเร็ว ต้องไม่ใช้ข้อมูลและอัลกอริทึมส่งโฆษณาอันตรายไปยังกลุ่มเปราะบางซ้ำ ๆ และต้องมีระบบเยียวยาเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น ขณะที่ธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงินต้องยกระดับการตรวจจับบัญชีม้าและธุรกรรมผิดปกติ

ภาครัฐเองต้องมีกฎหมายที่กำหนดหน้าที่และบทลงโทษอย่างชัดเจน พร้อมสร้างช่องทางช่วยเหลือที่รวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ผู้เสียหายต้องเดินเรื่องซ้ำไปซ้ำมากับหลายหน่วยงาน

การฟ้องเฟซบุ๊กจึงไม่ใช่การต่อสู้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการตั้งคำถามต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งหมดว่า เมื่อบริษัทเทคโนโลยีสร้างรายได้จากข้อมูล ความสนใจ และความไว้วางใจของประชาชน บริษัทเหล่านั้นควรต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานมากเพียงใด