เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

The Big Prop Trend 2019 บิ๊กมูฟ “สมาร์ต ลิฟวิ่ง” ขับเคลื่อนบ้าน-คอนโดอัจฉริยะ

02 พ.ย. 2561 | 15:15น.

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทโครงการที่อยู่อาศัยในตลาดเมืองไทยมีมูลค่าโครงการเปิดตัวใหม่ไม่น้อยกว่าปีละ 4-5 แสนล้านบาท และมีมูลค่าสินเชื่อปล่อยใหม่ไม่ต่ำกว่าปีละ 6-6.5 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6.5% ต่อจีดีพี จึงเป็นธุรกิจที่มีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการทั้งบริษัทรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ กลุ่มทุนท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด รวมทั้งกลุ่มทุนต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลก

ปัจจัยดังกล่าวทั้งหมดนี้หนุนส่งให้ประเทศไทยกลายเป็นทำเลที่มีบ้านจัดสรรระดับลักเซอรี่ ราคาหลังละ 100 ล้านบาทขึ้นไปเปิดขายจำนวนมาก และมีห้องชุดตารางเมตรละ 7 แสนบาทซึ่งคุณภาพดีไซน์และการก่อสร้างเทียบเท่าห้องชุดตารางเมตรละ 1 ล้านบาทในต่างประเทศ ความเชี่ยวชาญและความชำนาญในทุกด้านถูกส่งต่อมายังตลาด “บน-กลาง-ล่าง” ราคาเริ่มต้น 1 ล้าน-10 ล้านบาท เพราะที่สุดของที่สุดในการซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมก็คือ “การซื้อคุณภาพชีวิต” ในการพักอาศัย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เทรนด์หลักทั้งในระดับโลก สังคม และองค์กร สินค้าที่อยู่อาศัยไม่ใช่แค่เพียงอิฐ-หิน-ปูน-เหล็กอีกต่อไป แต่มีพัฒนาการต่อยอดขึ้นมาเป็น “สินค้าไลฟ์สไตล์” วันนี้มีเทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัย (The Big Property in Trend) มาร่วมกันเปิดมุมมอง 3 ด้านด้วยกันคือ 1.โลเกชั่น 2.ไลฟ์สไตล์ และ 3.ดีไซน์ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ใช้ชีวิตในรูปแบบสังคมไร้เงินสด (cashless society), การใช้ IoT เพื่อความสะดวกสบายภายในบ้าน, สนใจเรื่องการใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติและสุขภาพมากขึ้น และเรียกร้องด้านการบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพสูง

  • 10 รถไฟฟ้า 100 โลเกชั่น

จุดโฟกัสอยู่ที่ทำเลกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม) โดยมี “แผนแม่บทขนส่งมวลชนระบบราง ระยะที่ 1” รหัสย่อคือ M-MAP 1 ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 10-11 เส้นทาง ระยะทางรวม 464 กิโลเมตร มีความคืบหน้าแล้ว 80% ล่าสุดทางกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างพิจารณาแผนลงทุน M-MAP 2 เพื่อต่อยอดการเดินทางในรัศมี 40 กิโลเมตร ระยะทางเพิ่มอีก 131 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมโครงข่ายให้กับเมืองรอง (sub center) 13 แห่ง ได้แก่ รังสิต มีนบุรี ลาดกระบัง สมุทรสาคร ศาลายา บางขุนเทียน สมุทรปราการ บางใหญ่ แคราย บางซื่อ มักกะสัน และวงเวียนใหญ่

อัพเดตล่าสุดของโครงการลงทุนโครงข่ายรถไฟฟ้าออกสู่ชานเมือง มีกำหนดเปิดบริการ 2 สายในปี 2562 ได้แก่ สายสีเขียว แบริ่ง-สมุทรปราการ, สายสีน้ำเงิน หัวลำโพง-บางแค

ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 11 เส้นทาง มีสายสีเขียว หมอชิต-คูคต, สีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระ, สีแดง ตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต, สีชมพู แคราย-มีนบุรี, สีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง, สีแดงอ่อน ตลิ่งชัน-ศิริราช-ศาลายา, สีแดงเข้ม รังสิต-ม.ธรรมศาสตร์, สีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี, สีน้ำเงิน บางแค-พุทธมณฑลสาย 4, สีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน และสีม่วงใต้ เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ

แน่นอนว่าระบบรถไฟฟ้ายิ่งก่อสร้างใกล้เสร็จเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นปัจจัยบวกเพราะระบบรางเป็นตัวช่วยเปิดหน้าดินการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า รวมทั้งเปิดหน้าดินให้กับโครงการแนวราบกลับมาคึกคักเพราะเพิ่มทำเลรถไฟฟ้าเข้าถึงอีกนับหลายร้อยทำเลในย่านขอบเมืองของมหานครกรุงเทพ

  • “คอนโดล้านกว่า” ทำเล 0 ก้าวจากรถไฟฟ้า

มหัศจรรย์ของระบบรถไฟฟ้า ไม่เพียงแต่เป็นโหมดการเดินทางที่ทำให้ผู้พักอาศัยย่านชานเมืองสามารถเดินทางเข้าสู่เขตเมืองชั้นในได้รวดเร็วขึ้น ระบบโครงข่ายขนาดใหญ่เชื่อมถึงกันทำให้การเดินทางข้ามมุมเมืองเพื่อไปเยี่ยมญาติหรือพบปะสังสรรค์ทำได้สะดวกง่ายดายมากขึ้น หากแต่ยังทำให้ความฝันของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่อยากมีห้องชุดพักอาศัยใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

ทั้งนี้ เทรนด์ใหม่ในการพัฒนาโครงการของดีเวลอปเปอร์เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นในปี 2561 ด้วยการเพิ่มโอกาสการเลือกซื้อ “คอนโดมิเนียม” ตามแนวรถไฟฟ้า จากเดิมที่มีข้อจำกัดมีรถไฟฟ้าวิ่งไม่กี่สายทำให้ห้องชุดตามแนวรถไฟฟ้ามีราคาแพงมาก ในอนาคตอันใกล้ภายในปี 2565 จะทยอยเปิดวิ่งให้บริการครบ 8 สาย ทั้งสร้างใหม่และส่วนต่อขยายสายเดิม กลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการหันไปสร้างโครงการดักล่วงหน้าตามสถานีรถไฟฟ้าเกิดใหม่ ผลลัพธ์คือทำให้มีห้องชุดราคาตลาดแมส ยูนิตละ 1-3 ล้านบาทนำเสนอเพิ่มมากขึ้นจากผู้ประกอบการหลายค่าย โดยชูจุดขายในด้านทำเลว่าเป็นคอนโดติดรถไฟฟ้า หรือตั้งอยู่ “0 ก้าวจากรถไฟฟ้า”

โดย “บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด” ระบุผลสำรวจการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในเขตกรุงเทพมหานครพบว่า ระดับราคาขายในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน เริ่มต้นกันที่ตารางเมตรละ 2-3 แสนบาท เปรียบเทียบกับห้องชุดในเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างในปีนี้ กลุ่มราคาหลักอยู่ที่ 65,000-150,000 บาท/ตารางเมตร โดยความนิยมสร้างห้องชุดตามแนวรถไฟฟ้าเริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบันมีห้องชุดรวมกัน 89,000 กว่ายูนิต แนวโน้มจะมีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมองว่าสถิติทะลุเกิน 1 แสนยูนิตแน่นอนในปี 2562

ยกตัวอย่าง โครงการเดอะนิช โมโน ของค่ายเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ แนวรถไฟฟ้าสายสีส้ม สถานีหัวหมาก ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท, โครงการศุภาลัย เวอเรนด้า รามคำแหง ของค่ายศุภาลัย ทำเล 0 ก้าวจากสถานีราชมังคลาฯ ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท เฉลี่ย 76,000 บาท/ตารางเมตร, โครงการเอสเซนท์ ของค่าย CPN Residence ในเครือเซ็นทรัลพัฒนา ทำเล 0 ก้าวจากสถานีเสนานิคม รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ราคาเริ่ม 2.99 ล้านบาท เฉลี่ย 1.4 แสนบาท/ตารางเมตร เป็นต้น

  • ดีมานด์ใหม่ “ทาวน์เฮาส์ 2 ล้าน” ใกล้สถานีรถไฟฟ้า

จากเหตุผลที่รัฐบาลกำลังเร่งก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ เมื่อพิจารณาจากต้นทาง-ปลายทางพบว่าทุกสายเกิดใหม่มีต้นทางที่ “ชุมทางบางซื่อ” และทอดเส้นทางออกไปชานเมืองทั้งสิ้น ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งทำให้เกิดมีดีมานด์ใหม่ขึ้นมา โดยเป็นการแข่งขันกันระหว่างสินค้า 2 ประเภทคือ ตัวเลือกในการซื้อคอนโดฯ ใกล้สถานีรถไฟฟ้า กับตัวเลือกใหม่หันมาซื้อทาวน์เฮาส์ในราคาที่ใกล้เคียงกัน

“แสนผิน สุขี” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือโกลเด้นแลนด์ ระบุว่า ทำเลรถไฟฟ้าสายใหม่ เช่น สายสีม่วง เตาปูน-บางใหญ่ ทำให้มีข้อเปรียบเทียบระหว่างการเลือกซื้อห้องชุดใกล้สถานีรถไฟฟ้า เปรียบเทียบห้องชุดไซซ์ 40 ตารางเมตร ราคา 50,000 บาท/ตารางเมตร หรือห้องละ 2 ล้านบาท ถ้าเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยหันมาซื้อทาวน์เฮาส์แทนในราคา 2-2.5 ล้านบาท แลกกับขยับทำเลที่ตั้งออกไปอยู่ในรัศมี 2 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟฟ้า แต่ได้อยู่ทาวน์เฮาส์ขนาดที่ดินเริ่มต้น 16-18 ตารางวา ตัวบ้านไซซ์ 90-120 ตารางเมตร

ยังมีซีอีโอที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี “ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ฟันธงว่ารถไฟฟ้าสายใหม่ทำให้มีโครงการทาวน์เฮาส์เป็นคู่แข่งกับคอนโดฯ โดยกางรัศมีเริ่มต้นตั้งแต่ 800 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้า ผู้บริโภคก็สามารถมีตัวเลือกซื้อทาวน์เฮาส์ได้แล้วในราคาใกล้เคียงกัน

ซึ่งถ้ายังจำกันได้ในฐานะซีอีโอยอดนักคิด “ดร.ชัชชาติ” ได้นำเสนอทฤษฎีว่าด้วยการพัฒนาโครงการ จากเดิมคัมภีร์คือ “Location Location และ Location” ปรับใหม่เป็น “Transportation Transportation  และ Transportation” เพราะโครงข่ายคมนาคมขนส่งถนนตัดใหม่ ทางด่วน รถไฟฟ้า เมื่อขยายไปที่ไหนความเจริญก็จะตามติดเป็นเงาตามตัว ทั้งแหล่งสถานศึกษา แหล่งจ้างงาน แหล่งช็อปปิ้ง รวมทั้งเป็นย่านพักอาศัยชั้นดีเพราะเป็นชุมชนเกิดใหม่

โดยนวัตกรรมล่าสุดของบริษัทนำเสนอผ่านแคมเปญ Q Health” เป็นระบบจัดการอากาศภายในบ้านด้วย ACV (Active Controlled Ventilation)   ช่วยเติมอากาศให้ที่อยู่อาศัยด้วยการหมุนเวียนอากาศจากภายนอกสู่ภายใน จากการทำงาน 2 ระบบปฏิบัติการ คือ “ระบบการทำงานกลางวัน” (Ventilation) ช่วยระบายอากาศภายในบ้านให้ถ่ายเท ทำให้รู้สึกสบาย ไม่ร้อนอบอ้าว กับ “ระบบการทำงานกลางคืน” (Fresh Air Master Bed Room) ทำให้นอนหลับสบายตอนกลางคืน ลดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ปัจจุบันบริษัทได้ติดตั้งนวัตกรรม Q Health ในโครงการที่อยู่อาศัยของควอลิตี้เฮ้าส์และในเครือ แล้ว 19 โครงการ ภายใต้แบรนด์ คิวเฮ้าส์ คาซ่า และกัสโต้ ทั้งรูปแบบบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์

  • IoT เทคโนโลยีสามัญประจำบ้าน

ปี 2561 เราอยู่ในยุคที่โลกทั้งใบถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ กล่าวสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์มีคำเรียกขานว่าถูกขับเคลื่อนด้วยนิยามของคำว่า “พร็อพ เทค-PropTech” ด้วยการนำสารพัด Property Technology มาปรับใช้ในการพัฒนาโครงการ จุดประสงค์หลักมีเพียงเป้าหมายเดียวเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับเจ้าของบ้าน-เจ้าของคอนโดฯ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

และอาจกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นยุค IoT-Internet of Things ครองเมืองก็ว่าได้ ซึ่ง IoT เป็นการนำอินเตอร์เน็ตเข้าไปเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์กับซอฟต์แวร์ภายในอาคาร โดยมีคำอธิบายที่ถูกหยิบยกมาใช้ทั่วไปสำหรับที่อยู่อาศัยทันสมัยจะต้องเปิด-ปิดแอร์ในบ้านได้ตั้งแต่เราอยู่นอกบ้าน มีกล้องวงจรปิดหรือกล้อง CCTV คอยตรวจสอบว่าคุณตาคุณยายที่อยู่บ้านตอนกลางวันยังสบายดีอยู่หรือเปล่า เป็นต้น เทคโนโลยีเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประเด็นที่ต้องการชี้ให้เห็นอยู่ที่ในอดีตเป็นเทคโนโลยีที่มีราคาแพง ทำให้มีข้อจำกัดในการซื้อหามาใช้ คนที่จะมีคุณภาพชีวิตแบบนี้ได้ต้องมีกำลังซื้อสูงหรือเป็นผู้มีรายได้ระดับเศรษฐีเท่านั้น

ปัจจุบัน IoT กำลังถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนพัฒนาโครงการ หมายความว่าดีเวลอปเปอร์มีการนำมาติดตั้งในบ้านหรือคอนโดฯ และติดตั้งในพื้นที่ส่วนกลางไว้เรียบร้อยแล้ว ต้นทุนที่มีจะบวกเข้าไปในราคาขาย โดยราคาสินค้าอสังหาฯ ที่เราซื้อวันนี้บางโครงการแทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม แต่สามารถเช็กอินไว้อวดเพื่อนได้อย่างภาคภูมิใจ ที่สำคัญเป็นเทคโนโลยี+อสังหาฯ บนราคาที่ไม่แพงจนเกินเอื้อมอีกต่อไป

ในเรื่องนี้ “วงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต” กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ประกาศพันธสัญญาในแผนกลยุทธ์ธุรกิจบริษัทประจำปี 2561 ไว้ว่าเป็นปีที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Perfect Smart City ไม่ใช่แค่บ้าน 1 หลังแต่เป็นโครงการทั้งโครงการที่จะต้องเป็นสมาร์ตซิตี้ โดยเริ่มต้นด้วยโปรแกรมความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจค่าย AIS ลงทุน AIAP เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสิร์ฟให้กับลูกบ้าน และนำ IoT มาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้อยู่อาศัยในโครงการ

เช่น พื้นที่ส่วนกลางมี Bike Sharing โดยร่วมมือกับ “โม ไบก์” ระบบจักรยานอัจฉริยะให้บริการในโครงการ, Smart Street Light โคมไฟถนนอัจฉริยะทำงานอัตโนมัติ, Smart Shuttle Service บริการรถรับ-ส่งระหว่างโครงการกับสถานีรถไฟฟ้า, พื้นที่ Co Working Space สำหรับนั่งทำการบ้านหรือสันทนาการ ส่วนพื้นที่ภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียมมีระบบ Home Energy Monitoring ระบบตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาในบ้าน, Smart Tracking บัตรผ่านเข้า-ออกที่สามารถตรวจสอบผู้มาติดต่อได้ตลอดเวลา, Face Recognition เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในการเข้า-ออกคอนโดฯ

นอกเหนือจากที่กล่าวมา ทางผู้บริหารอีกค่าย “วิวัฒน์ เลาหพูนรังษี” ประธานกรรมการ บริษัท อารียา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดวิสัยทัศน์ที่เน้นเป็นพิเศษในเรื่องการดูแลหลังการขายเพราะมองว่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อบ้านของลูกค้า โดยตั้งเป้าอารียาฯ จะเป็น Best In Class After Sale Service อาทิ สำหรับลูกบ้านที่รับโอนกรรมสิทธิ์แล้วเข้าอยู่อาศัยแล้ว มีระบบแจ้งซ่อมผ่าน Application ออนไลน์ สามารถเลือกวันนัดหมายได้ตามสะดวก, มีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า 1 วัน, ลูกค้าปิดงาน-ประเมินความพึงพอใจผ่านแอปฯ ได้เลย เป็นต้น

  • นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เปิดตัวเร็วกว่าใครเห็นจะเป็นค่ายเอพี (ไทยแลนด์) โดย “ภมร ประเสริฐสรรค์” รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)  ประกาศความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยเมื่อเดือนเมษายน 2561 นำแนวคิดสังคมไร้เงินสด (cashless payment) ให้ลูกค้าชำระค่าจองซื้อบ้านผ่านคิวอาร์ โค้ด เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองอย่างแท้จริง เริ่มใช้จองบ้านครั้งแรกในโครงการต้นแบบ “พลีโน่ ปิ่นเกล้า-จรัญฯ” และ “บ้านกลางเมือง ราชพฤกษ์- รัตนาธิเบศร์” ก่อนขยายให้ครอบคลุมทุกโครงการของเอพี

Smart POD-ล็อกเกอร์อัจฉริยะ (Intelligent Locker)

“แคชเลสเปย์เมนต์เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการอำนวยความสะดวก และไม่ต้องใช้เงินสด หรือเตรียมเช็คเมื่อต้องจองซื้อบ้านในโครงการต่างๆ ของเอพี เราตระหนักว่าปัจจุบันมีผู้ซื้อสินค้าและบริการบนระบบออนไลน์เป็นสัดส่วนมากถึง 61% จากประชากรโลกทั้งหมดกว่า 1,660 ล้านคน และการใช้บริการธุรกรรมทางการเงินในระบบออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในหลากหลายรูปแบบ เอพีจึงมุ่งมั่นพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคอย่างครบวงจร”

อีกฟากในโครงการคอนโดมิเนียม “วิทการ จันทวิมล” รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า คนรุ่นใหม่ที่อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น  แต่การจัดส่งสินค้ายังไม่ได้รับการออกแบบใหม่ให้เอื้อต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เอพีจึงริเริ่มนำ Smart POD-ล็อกเกอร์อัจฉริยะ” (Intelligent Locker) มาใช้ ภายใต้แนวคิด นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน – AP Innovation for Quality Living” ทำให้ผู้ส่งและผู้รับเข้าถึงการใช้งานด้วยตนเองได้ตลอดเวลา

 

โดยผู้อยู่อาศัยสามารถรับของได้ในเวลาที่ตนเองสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง มั่นใจได้ในความปลอดภัย 100% เนื่องจากผู้ที่นำพัสดุมาส่งจะต้องใช้บัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนในการดำเนินการเข้าระบบฝากของ พร้อมระบุเลขห้อง เบอร์โทรศัพท์ของผู้อยู่อาศัย หลังจากนั้นระบบจะส่งข้อความไปยังสมาร์ทโฟนของผู้รับ พร้อมพาสเวิร์ด และ QR Code เพื่อนำมาสแกนรับพัสดุด้วยตนเอง ซึ่งบริษัทพร้อมเดินหน้าติดตั้ง Smart Pod ในทุกคอนโดใหม่ของเอพี

Proudly present ที่เอพีนำเสนอบ่อยครั้งเป็นเรื่อง “นวัตกรรมห้องน้ำสำเร็จรูป” (Bathroom Pods Innovation) แม้เป็นกระบวนการที่ไม่ใช่จุดสัมผัสกับลูกค้าโดยตรง แต่บริษัทเชื่อมั่นว่าการปรับแนวทางในการก่อสร้างที่คำนึงถึงคุณภาพและความยั่งยืนของสินค้า เป็นประโยชน์สูงสุดที่ลูกค้าจะได้รับ ห้องน้ำสำเร็จรูปถือเป็นหนึ่งในระบบโมดูล่าร์ที่มาพร้อมกับคุณภาพ ปัจจุบันโครงการที่ติดตั้งไปแล้วมีผลตอบรับที่ดี Defect (ข้อบกพร่องจากการก่อสร้าง) มีค่าเท่ากับศูนย์ โรดแมปในอนาคตเอพีคาดว่าจะพัฒนาในเรื่องดีไซน์ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และวัสดุให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่แตกต่างกัน

  • Smart Solution ตอบโจทย์ชีวิตเสพติดความทันสมัย

เมื่อเร็วๆ นี้ ค่ายแสนสิริเพิ่งอวดโฉมสมาร์ตคอนโดมิเนียมเต็มรูปแบบโครงการแรกภายใต้แบรนด์ “เดอะไลน์ อโศก-รัชดา” ซึ่งเป็นโครงการจอยต์เวนเจอร์ระหว่างแสนสิริและบีทีเอสกรุ๊ปโครงการที่ 4 พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ Balance is Everything ตอบสนองการใช้ชีวิตที่สมดุลให้กับคนเมือง และประสบความสำเร็จจากการปิดการขายได้ทันทีในวันเปิดพรีเซลโครงการวันแรก

ความสำคัญของการเปิดให้เยี่ยมชมสมาร์ตคอนโดมิเนียมเต็มรูปแบบเพื่อต้องการบอกต่อผู้บริโภคว่าบริษัทจะใช้เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมทุกโครงการในปี 2562 เป็นต้นไป

ดร.ทวิชา ตระกูลยิ่งยง” ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยีและวิเคราะห์ข้อมูล บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริเล็งเห็นถึงความสำคัญในเทรนด์ผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ จึงนำแนวคิดการบริหารจัดการอาคารอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยี IoT เข้าไปเชื่อมต่ออุปกรณ์กับซอฟต์แวร์และบริการที่มีภายในอาคาร ตั้งแต่พื้นที่ส่วนกลางไปจนถึงภายในห้องพักอาศัย ควบคุมการทำงานเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนกลาง เช่น อุปกรณ์ดับเพลิง  เครื่องปั่นไฟ ตู้ควบคุมไฟฟ้าหลัก ลิฟต์ ปั๊มน้ำ ท่อระบายน้ำ และสระว่ายน้ำ

ไปจนถึงการปรับสภาพอากาศภายในอาคาร (Heating, Ventilation and Air Conditioning : HVAC) ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมเพื่อลดการใช้พลังงานเกินความจำเป็น ช่วยในการคาดการณ์ความเสียหายของอุปกรณ์ต่าง ๆ (Preventive Maintenance) ให้สามารถวางแผนการซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงที  ทำให้ประหยัดต้นทุนในระยะยาว

โดยย้ำว่าองค์ประกอบที่โดดเด่นของเดอะไลน์ อโศก-รัชดา อยู่ที่นำเทคโนโลยีสุดล้ำครอบคลุมการบริหารจัดการระบบพลังงานและทรัพยากรต่าง ๆ ภายในอาคารแบบอัตโนมัติ ประเมินการซ่อมบำรุง และ Home Automation ภายในห้องพักอาศัยใน 3 ด้าน ได้แก่ iConvenience (ความสะดวกสบาย) iSafe (ความปลอดภัย) และ iGreen (ด้านประหยัดพลังงาน)

นอกจากนี้ยังมีศูนย์ควบคุมระบบ IoT of Building, ควบคุมการใช้ไฟฟ้าส่วนกลาง (Smart Lighting Control), ควบคุมการปิด-เปิดประตูหนีไฟ (Smart Door Safety Monitoring), สมาร์ทล็อกเกอร์และตู้จ่ายพัสดุอัติโนมัติเชื่อมต่อกับ iBox (Smart Delivery), แท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมบริการรถยนต์พลังงานไฟฟ้า Smartmove และสถานีชาร์จประจุไฟฟ้า โดยสามารถจองใช้บริการได้ง่าย ๆ บนแอพพลิเคชั่น Home Service, เครื่องซักผ้าอัจฉริยะ (Smart Wash), เครื่องรับคืนขวดพลาสติค (Refun Machine) และระบบเทเลคอมในอาคารจอดรถ

  • “โซลาร์รูฟ” ชุมชนพลังงานสีเขียวอัจฉริยะ

เทรนด์เด่นแห่งยุคต้องนับรวมกันผลิตไฟฟ้าสะอาดเข้าไว้ด้วย โดยล่าสุดในช่วงไตรมาส 3/61 “แสนสิริ” จับมือกับ “บีซีพีจี” หรือกลุ่มบางจากปิโตรเลียม ประกาศความสำเร็จในการเริ่มใช้ระบบแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่แบบเพียร์ทูเพียร์ (Peer-to-Peer) ด้วยการทำธุรกรรมโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ในโครงการที่พักอาศัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการนำร่องเกิดขึ้นจริงแล้วที่โครงการทาวน์สุขุมวิท 77 หรือ T77 ภายใต้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการพลังงานเพื่ออนาคต (Energy management for the future) ด้วยการสร้างปรากฏการณ์เปลี่ยน Consumerเป็น “Prosumers” ยุคแห่งการผลิตโดยผู้บริโภค ซึ่งคนไทยสามารถเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคพลังงานสะอาดจากพลังงานไฟฟ้าทดแทน รวมทั้งสามารถขายพลังงานส่วนเกินที่ผลิตได้ให้กับสมาชิกในชุมชน

เป้าหมายลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการลดคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าการปลูกป่าถึง  400 ไร่ ตามแนวคิด Low Cost-Low Carbon ด้วยกำลังการผลิตพลังงานสะอาดถึง 20% ของปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมดในโครงการ T77 ซึ่งคาดว่าไฟฟ้าสะอาดทุกหน่วยที่ผลิตได้จะช่วยประหยัดค่าไฟต่อหน่วยให้ลูกบ้านแสนสิริได้ถึง 15%

แผนการระยะยาวเตรียมนำไปใช้ในโครงการบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมของแสนสิริกว่า 20 โครงการภายในปี 2561 ภายใต้แผนพัฒนาชุมชนพลังงานสีเขียวอัจฉริยะ (Smart Green Energy Community)