“พุทธิพงษ์” โฆษกพลเรือน จัดคิวสารพัดอีเวนต์ “บิ๊กตู่” สู้เลือกตั้ง
นับถอยหลัง “โค้งสุดท้าย” ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกิดการ “สับเปลี่ยน” กำลังพลปรับโหมดรับการเมือง-การเลือกตั้ง 24 ก.พ. 62 ตำแหน่งสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ “กดปุ่มปรับ” คือตำแหน่ง “โทรโข่งรัฐ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
“พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แกนนำ กปปส. รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองใหม่หมาด ถูกขยับ-ปรับตำแหน่งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนที่ 3 ของรัฐบาลต่อจาก นพ.ยงยุทธ มัยลาภ และ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด
“พล.อ.ประยุทธ์” แต่งตั้ง “พุทธิพงษ์” ด้วยวาจาให้เป็น “โฆษกรัฐบาล” ภายหลังทำ “ผลงานเข้าตา” สามารถใช้ “จุดแข็ง”
ความเป็นนักการเมือง “ปรับตัว” เข้ากับ “เกมการเมือง” สามารถชี้แจงข้อราชการ-ข้อ (กล่าวหา) การเมืองแทน พล.อ.ประยุทธ์ผ่านสื่อกระแสหลักได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังได้รับมอบหมายงานสำคัญ-ริเริ่มงานเร่งด่วนที่ “นายพล” ในรัฐบาลทหารคิดไม่ถึง-ใจไม่กล้า เช่น การ “ฉีกกฎความมั่นคง”
โดยการเปิดทุกช่องทางการสื่อสารผ่าน “คีย์บอร์ด-สังคมออนไลน์” ทุกรูปแบบให้กับรัฐบาล “โชว์ผลงาน” และทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ผู้นำทหาร “เข้าถึง-จับต้องได้”
ขณะที่ “งานการเมือง” ในหมวกกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เกณฑ์ “คนรุ่นใหม่” เข้าพรรคและเพิ่งเปิดตัวคนรุ่นใหม่ของพรรคไป ภายใต้ชื่อ “สถาบันปัญญาประชารัฐ”
“พุทธิพงษ์” โฆษกรัฐบาลป้ายแดง เล่าถึงบทบาท-งานโฆษกรัฐบาลในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง สิ่งที่จะเปลี่ยนไปหลังจากเขาเข้ามารับหน้าที่
“สถานการณ์ใกล้เลือกตั้ง จึงต้องทำงานในเชิงรุกมากขึ้น เมื่อใกล้เลือกตั้งกระบวนการในการหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองเมื่อมีการปลดล็อก”
“ย่อมมีการพาดพิง หรือพูดถึงการทำงานของรัฐบาลอย่างแน่นอน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตำหนิ ติเตียน ต่อว่า ว่ากล่าว พาดพิง เพราะฉะนั้น การทำงานโฆษกรัฐบาลจึงต้องทำงานในเชิงรุก”
“แต่เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หากมีการพาดพิงก็ต้องรีบชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับประชาชน แต่จะหลีกเลี่ยงการตอบโต้ไม่ให้เกิดความขัดแย้ง”
หลังวันที่ 15 ธ.ค. 61 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. …จะบังคับใช้อย่างเป็นทางการ และ คสช.จะปลดล็อกพรรคการเมืองให้หาเสียงได้ (เต็มที่) สถานการณ์จะเข้าสู่โหมดการเมืองทันที
เขาจึงเตรียมตัวรับมือกับการกล่าวหา-โจมตีรัฐบาล-คสช.ที่เปลี่ยนจากกรรมการเป็นผู้เล่น นอกเหนือจากการใช้โซเชียลมีเดียในการทำความเข้าใจกับชาวบ้าน
“สำหรับระบบโซเชียลมีเดียทั้งหมด เมื่อเปิดขึ้นมาแล้วจะต้องใช้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งขณะนี้ได้เพิ่มมาตรการการติดตามการทำงาน-การแก้ไขปัญหาประชาชนยกระดับไปอีกขั้นหนึ่ง ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด-ปลัดกระทรวงทุกกระทรวง และล่าสุดให้ 5 รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ 5 ภูมิภาคติดตามโครงการของรัฐบาลในทุกขั้นตอน”
“ยังมีระบบโซเชียลมีเดียอีกหลายช่องทางที่ยังสามารถทำได้ หรือที่มีอยู่แล้วแต่ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ เช่น คลิปสั้น ๆ เพื่อชี้แจงข้อมูลในบางข้อมูล การทำอินโฟกราฟิกเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย รวมถึงการไลฟ์สด จากนี้ไปจะเร่งใช้ทุกแพลตฟอร์มเพื่อสื่อสารให้รวดเร็ว ถูกต้อง และถึงประชาชนอย่างครบถ้วน”
หลังจากนี้ เขาจะฟอร์มทีมงานเบื้องหน้า-ทีมงานเบื้องหลังเพิ่มขึ้น เพื่อทำงานให้รวดเร็ว-ทันใจ-วิเคราะห์ข่าวเชิงลึกในทุกมิติ และตอบสนองทุกแพลตฟอร์มตลอด 24 ชั่วโมง
“กำลังจะเร่งนโยบายหลักของรัฐบาลที่ได้ทำไปแล้วและประสบความสำเร็จตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้คัดมา 5-6 เรื่อง เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หนี้นอกระบบ ระบบขนส่งคมนาคม การจัดระเบียบแรงงาน-สวัสดิการและค่าแรง โดยสัปดาห์หน้าจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล และไม่เกิน 2 สัปดาห์จะออกมาแบบครบวงจร เพื่อให้ประชาชนทั้งที่ได้รับประโยชน์จากรัฐบาลและประชาชนอีกกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงนโยบายของรัฐ”
เขาเชิงตอบทันทีว่า ไม่ได้เป็นการหาเสียง ไม่ได้มีเป้าที่ต้องทำก่อนหรือหลัง คสช.ปลดล็อก เพื่อเป็นคู่แข่งกับพรรคการเมือง แต่ยอมรับว่าจะนำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศเป็น topic ในแคมเปญแถลงผลงานรัฐบาลด้วย
“ไม่ได้หาเสียงหรอกครับ เพราะการหาเสียง คือการพูดถึงสิ่งที่เราจะทำในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่นี่คือ พูดในสิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้วและทำอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี ประชาชนได้ประโยชน์แล้ว แต่การหาเสียง คือ การบอกว่า อนาคตจะทำอะไร”
นโยบายรัฐที่เป็นชิ้นโบแดง เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) กลายเป็นจุดอ่อนให้นักการเมืองโจมตีจะอธิบายอย่างไร
“หนึ่ง ยึดหลักข้อเท็จจริงที่ทำลงไป และเปรียบเทียบการใช้งบประมาณว่ามีความคุ้มค่าคุ้มทุนอย่างไร สอง ต้องสร้างความมั่นใจให้ได้ว่า ทุกโครงการที่ทำลงไปโปร่งใส ไม่ทุจริต ไม่รั่วไหล ทำให้เม็ดเงินที่ลงไปประเทศและประชาชนได้ประโยชน์”
“อย่างอีอีซีเป็นโครงการใหญ่ สร้างงาน สร้างรายได้มาก แต่เพราะเป็นขั้นเริ่มต้น หลายเรื่องยังไม่มีความชัดเจน แต่ถ้าดูรายละเอียด โครงการในภาพรวม งบประมาณทยอยทำตามความพร้อม แต่เชื่อว่าอนาคตเมื่อมีการลงทุน เกิดการจ้างงาน เม็ดเงินที่ลงทุนไปจะคุ้มค่าอย่างแน่นอน แต่ต้องใช้เวลาและเร่งชี้แจงสิ่งที่ประชาชนจะได้”
ปมการจ้างงานในโครงการอีอีซีถูกพรรคการเมืองค่ายสีฟ้าขย่ม-เขย่าอย่างต่อเนื่องจาก “หัวหน้าเก่า” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่ามีการจ้างงานแต่คนต่างชาติ
เขายกตัวอย่างว่า “กระทรวงศึกษาธิการ ประชาชนที่จบมาในสายอาชีพต้องได้รับการสนับสนุนให้มีความพร้อมและส่งต่อมาจ้างงานในโครงการอีอีซีด้วย”
“ถ้าเรารู้ว่าจะเกิดการจ้างงานตรงนี้เป็นแสน ๆ ตำแหน่ง จากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับอาชีวศึกษา อุดมศึกษา ก็ต้องปรับและเพิ่มการสนับสนุนเพื่อพัฒนาบุคลากรของไทย เพื่อเตรียมคนในทุกระดับการศึกษา”
“ถ้าเราบอกว่า โครงการอีอีซีจ้างแต่คนต่างชาติ ทำไมคนไทยไม่ได้ทำ ไม่ใช่ เพราะถ้าคิดอย่างนั้น ก็ไม่ได้ไปไหน คนไทยก็ไม่ได้มีอะไรทำ เราหยุดการเกิดของคนไม่ได้ เราก็ต้องปรับ เพราะในอนาคตจะมีการจ้างงานในตำแหน่งนี้มากขึ้น โดยการสร้างคนเพื่อรองรับและนำคนไทยที่มีความพร้อมเข้ามา” เขาโต้อดีตนายเก่า-อภิสิทธิ์