Skip to content

ค้าต่างประเทศเผย 3 ไตรมาสแรกของปี 61 ยอดใช้สิทธิ FTA และ GSP สูงถึง 55,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

13 พ.ย. 2561 | 14:30น.
ค้าต่างประเทศเผย 3 ไตรมาสแรกของปี 61 ยอดใช้สิทธิ FTA และ GSP สูงถึง 55,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ค้าต่างประเทศเผย 3 ไตรมาสแรกของปี 61 ยอดใช้สิทธิ FTA และ GSP สูงถึง 55,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้จะมีปัจจัยอื่นเข้ามากระทบก็ตาม มั่นใจตลอดทั้งปีสูงกว่าเป้าทะลุ 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) โดยในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน 2561) มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ รวมอยู่ที่ 55,668.83 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ อยู่ที่ 74.44% ขยายตัวจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 17.70% โดยแบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) 52,090.80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการส่งออกภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) 3,578.03 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้จัดทำความตกลง FTA ทั้งสิ้น 12 ฉบับ และมีการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 52,090.80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 75.64% ของมูลค่าการส่งออกรวมภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไปยังประเทศคู่ภาคีความตกลง เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 18.19% โดยตลาดส่งออกที่ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) อาเซียน (มูลค่า 19,949.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 2) จีน (มูลค่า 13,189.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 3) ออสเตรเลีย (มูลค่า 7,004.84 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 4) ญี่ปุ่น (มูลค่า 5,591.97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และ 5) อินเดีย (มูลค่า 3,329.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตราการขยายตัวของมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ พบว่าตลาดที่มีอัตราการขยายตัวสูงสุด คือ เปรู ซึ่งมีอัตราการขยายตัว 64.54% รองลงมาคือ จีน ขยายตัว 29.55% และอินเดีย ขยายตัว โดยทั้ง 3 ตลาดนอกจากจะมีอัตราการขยายตัวสูงแล้วยังพบว่ามีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์สูงเช่นเดียวกัน

สำหรับกรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ไทย-ชิลี ( 94.97%) 2) ไทย-ออสเตรเลีย ( 90.94%) 3) อาเซียน-จีน (90.71%) 4) ไทย-ญี่ปุ่น (87.38%) และ 5) อาเซียน-เกาหลี (87.07%) และรายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์บรรทุก ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ทุเรียน น้ำตาลจากอ้อย และน้ำมันปิโตรเลียม

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตามองการส่งออกไปจีนที่มีอัตราการขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2560 อย่างต่อเนื่อง โดยจีนมีการนำเข้าสินค้าสำคัญของไทยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเหล่านี้มีการขยายตัวขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เช่น ส่วนเก็บข้อมูลของหน่วยประมวลผล พารา-ไซลีน และสตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง โดยมีการใช้สิทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกรวมและมูลค่าการใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงอาเซียน-จีนเพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 เมื่อเทียบกับปี 2560

สำหรับการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP โดยในปัจจุบันไทยยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP 5 ระบบ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราชนอร์เวย์ และญี่ปุ่น โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 (มกราคม-กันยายน) มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP เท่ากับ 3,578.03 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราการใช้สิทธิ 60.47% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ขยายตัว 10.98% โดยการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP สหรัฐอเมริกายังคงมีสัดส่วนการใช้สิทธิมากที่สุด คือประมาณ 90% ของมูลค่าการใช้สิทธิ GSP ทั้งหมด

โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 3,211.63 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการใช้สิทธิ 68.82% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่า 4,667 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 3.66% สินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ระบบ GSP สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ เครื่องดื่มอื่นๆ ถุงมือยาง อาหารปรุงแต่ง และรถจักรยานยนต์

โดยในส่วนของประเด็นการตัดสิทธิ GSP สหรัฐฯ ที่ได้มีการประกาศตัดสิทธิ GSP สินค้าไทยจำนวน 11 รายการ อาทิ ดอกกล้วยไม้สด ทุเรียนสด มะละกอตากแห้ง และมะขามตากแห้ง เป็นต้น เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกรวมไปสหรัฐฯ น้อยมาก เนื่องจากสินค้าทั้ง 11 รายการมีสัดส่วนคิดเป็น 1.89% ของมูลค่าการส่งออกรวมไปสหรัฐฯ ในปี 2560 และ 1.17% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 ประกอบกับที่ผ่านมา สินค้าไทย เช่น เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน และปลาแมคเคอเรลปรุงแต่ง เป็นต้น เคยถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP มาแล้วแต่ยังสามารถส่งออกไปสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ส่งออกมีการปรับตัวโดยการพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล ทำให้ยังคงรักษาตลาดต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม คาดว่ามูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย โดยตลอดปี 2561 ได้ตั้งเป้าหมายอัตราการขยายตัวมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ไว้ที่ 9% (คิดเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ประมาณ 70,794 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ทั้งนี้ มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็น 78.6% ของเป้าหมายมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมการค้าต่างประเทศ