ดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ ตลาดคาดเฟดอาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/11) ที่ระับ 32.93/94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันจันทร์ (19/11) ที่ระดับ 32.91/92 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน หลังจากนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐจะไม่เปลี่ยนแปลงมาตรการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าวงเงิน 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากจีน นอกจากว่าจีนจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำการค้ากับสหรัฐ นอกจากนี้สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านร่วงลง 8 จุด สู่ระดับ 60 ในเดือน พ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2559 ในส่วนของปัจจัยในประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ต.ค. อยู่ที่ระดับ 92.6 เพิ่มขึ้นจากระดับ 91.5 ในเดือน ก.ย. ประธาน ส.อ.ท.กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ว่า ปัจจัยหลักมาจากการท่องเที่ยวและการส่งออก และเชื่อว่าในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ หากภาครัฐเพิ่มการลงทุนมากขึ้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.91-32.98 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.96/97 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/11) ที่ระดับ 1.1448/49 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (19/11) ที่ระดับ 1.1423/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยนาย
มิเชล บาร์นิเยร์ ตัวแทนเจรจาฝ่ายสหภาพยุโรป (EU) ในประเด็นการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) กล่าวว่า ร่างข้อตกลง Brexit ที่อังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) เห็นพ้องกันในสัปดาห์ที่แล้ว มีความเป็นธรรม และมีความสมดุล พร้อมระบุว่ารัฐมนตรี EU ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนร่างข้อตกลงดังกล่าว นอกจากนี้ธนาคารกลางเยอรมนี (บุนเดสแบงก์) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเยอรมนีมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 4 ปีนี้ หลังจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 3 หดตัวลงเล็กน้อย โดยมีความมั่นใจว่าการผลิตรถยนต์ภายในประเทศจะกลับสู่ภาวะปกติในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยรวมนั้นปรับตัวขึ้น ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1427-1.1472 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1427/29 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/11) ที่ระดับ 112.58/59 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อจันทร์ (19/11) ที่ 112.72/73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายฮารุฮิโกะ
คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยว่ายังไม่มีแผนที่จะยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยระบุว่า การบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% นั้น เป็นสิ่งจำเป็น เขากล่าวอีกว่า ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการกระตุ้น โดยระบุว่า มาตรการผ่อนคลายเป็นพิเศษในขณะนี้เพียงพอที่จะเร่งอัตราเงินเฟ้อสู่เป้าหมายของ BOJ แล้วโดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 112.32-112.66
เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 112.33/35 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือน ต.ค. (20/11) ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนตุลาคมของสหรัฐ (21/11) ยอดขายบ้านมือสองเดือน ต.ค. (21/11) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการและภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ย.มาร์กิต (23/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -2.10/-1.80 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 1.000/1.40 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ