หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 : 2 เสียง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอัตรา 0.25% ต่อปี เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.75% ต่อปี ขณะที่บรรดาสถาบันการเงินต่าง ๆ ออกมายืนยันกันว่าจะยังไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เนื่องจากสภาพคล่องยังมีมาก ทว่า ประชาชนก็ยังมีกระแสความไม่มั่นใจในผลกระทบต่างๆ ที่จะตามมา
ล่าสุด “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงที่มาที่ไปในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ โดยระบุว่า หากมองย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน อัตราดอกเบี้ยนโยบายเคยอยู่ที่ระดับต่ำสุดที่ 1.25% หรือในปี 2552 หลังจากเกิดวิกฤตการเงินโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกติดลบ ขณะที่เศรษฐกิจของไทยก็ติดลบ 0.9% จากนั้นเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นก็มีการปรับดอกเบี้ยเพิ่ม และปรับลดอีกครั้งในปี
“อัตราดอกเบี้ยนโยบายตอนนั้นก็ลงไปอยู่ที่ 1.25% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากนั้นก็มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเราก็ผ่านร้อนผ่านหนาวหลายเรื่อง ทั้งการเมือง ทั้งน้ำท่วมใหญ่ จนเมื่อ 3 ปีที่แล้วเราก็ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปอยู่ที่ 1.5% ซึ่งตอนนั้นมีวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศ ไม่มีรัฐบาลอยู่หลายเดือน มีเสื้อเหลือง เสื้อแดง จนมีรัฐบาล คสช. เข้ามาตอนแรกไม่มีงบประมาณ มาตรการการคลังหยุดชะงัก กนง.ก็เห็นว่าจำเป็นต้องเข้าไปช่วยดูแลภาวะเศรษฐกิจในช่วงสั้น” นายวิรไทกล่าว

“วิรไท” กล่าวว่า ส่วนปัจจุบันเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้น ปีที่แล้วโตได้ใกล้ๆ 4% ปีนี้คาดว่าจะโต 4.2% และ ปีหน้าก็น่าจะโตได้ราว 4% อาจจะบวกลบเล็กน้อยขึ้นกับเศรษฐกิจโลก ถือว่าเป็นการขยายตัวที่อยู่ระดับใกล้ ๆ “ศักยภาพของระบบเศรษฐกิจ” ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย “ไม่ควรกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจ” และสอดคล้องกับศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย
ขณะเดียวกันการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานานก็มีต้นทุน และมีผลข้างเคียง ซึ่งการตัดสินใจจะต้อง “ชั่งน้ำหนัก” ให้ดี เพราะ “ไม่มีอะไรฟรี” โดยผลข้างเคียงข้อแรก คือ เสถียรภาพของระบบการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดพฤติกรรม “การแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร” และเป็นจุดเปราะบางของระบบ

“เรื่องหนี้ เป็นปัญหาใหญ่ โดยทั่วโลก มีหนี้ต่อ GDP สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่าจะหนี้ภาครัฐ หนี้เอกชน หนี้บริษัท หนี้ครัวเรือน ประเทศไทยก็มีปัญหาหนี้ครัวเรือน เพราะผลตอบแทนการออมต่ำมาก ไม่มีแรงจูงใจให้คนออม และต้นทุนของเงินถูกมาก กิจกรรมต่างๆ ก็ส่งเสริมต่อการให้คนเป็นหนี้ อัตราดอกเบี้ยมันเป็นราคาของเงินออม ถ้าดอกเบี้ยถูกมากๆ ก็เป็นแรงจูงใจให้คนไปกู้มากขึ้น และออมน้อยลง ซึ่งจริงๆ แล้วอัตราดอกเบี้ยต้องดูแลทั้งผู้กู้และผู้ออม แต่เราไม่ค่อยได้ยินเสียงผู้ออมบ่นเท่าไหร่ เสียงหนักๆ จะเป็นของผู้กู้มากกว่า” นายวิรไทกล่าว
“วิรไท” บอกว่า ในการตัดสินใจของ กนง.มีความเห็นตรงกันว่า นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย “ยังจำเป็น” สำหรับเศรษฐกิจไทย แต่ระดับการผ่อนคลาย “ที่มากเป็นพิเศษ” เหมือนกันที่เคยใช้ในช่วงวิกฤตถึงตอนนี้ลดความสำคัญลง เมื่อเศรษฐกิจมีการขยายตัวตามศักยภาพ หรือใกล้เคียงกับศักยภาพระบบเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่น อย่างเรื่องเสถียรภาพของระบบการเงิน
“ก็มีแนวคิดว่า เวลาที่กังวลเรื่องเสถียรภาพระบบการเงิน ก็ให้ไปทำพวกมาตรการพวก Macro-prudential สิ เหมือนอย่างที่เราทำเรื่อง LTV (การกำหนดเงินดาวน์อสังหาริมทรัพย์) กับเรื่องบัตรเครดิต แต่เงินก็เหมือนน้ำ ซึ่งการใช้มาตรการเหล่านี้ก็เหมือนเป็นการสร้างฝายไว้แต่ละจุดๆ โดยนโยบายการเงินเหมือนท่อใหญ่ที่ปล่อยน้ำเข้าสู่ระบบ พอสร้างฝายไว้จุดหนึ่งก็ไหลไปที่อื่น ดังนั้นนโยบายการเงินต้องเสริมกับนโยบายอื่นๆ” นายวิรไทระบุ

อีกด้านที่เป็นปัจจัยรอง คือ การสร้าง Policy Space เพราะมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งวัฏจักรเศรษฐกิจมีทั้งขึ้นและลง โดยหน้าที่ของธนาคารกลางคือต้องมองไประยะยาว และต้องแน่ใจว่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้น จะมีเครื่องมือในการดูแลระบบเศรษฐกิจเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เกิดสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะทำให้สะดุดลงได้
“การใช้นโยบายการเงินต้องมี Impact แต่วันนี้ถ้ายังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% Policy space ที่เรามีค่อนข้างจำกัด ฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่เรามีจังหวะ มีความเหมาะสม สถานการณ์เอื้ออำนวย เราก็ใช้โอกาสในการสะสม Policy space แต่อันนี้ต้องบอกว่า ไม่ใช่ว่าเราจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ขึ้นทุกครั้ง โดยมีเป้าในใจว่าจะสะสมกระสุนไว้เท่าไหร่ถึงจะพอ อันนี้ไม่ใช่หลักคิดของเรา หลักคิดจริงๆ ของเรา ก็คือ เมื่อมีโอกาสก็สะสม Policy space” ผู้ว่าการ ธปท.ยืนยัน
นอกจากนี้ “วิรไท” อธิบายอีกว่า นโยบายการเงิน ไม่ใช่นโยบายที่ “กดปุ่ม” แล้วมีผลทันที โดยครั้งนี้มาจากจุดที่มี “สภาพคล่องส่วนเกิน” อยู่มาก และมาจากจุดที่นโยบายการเงิน “ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษ”
“ก็เหมือนกับมีน้ำอยู่เยอะ การที่ปรับขึ้น (ดอกเบี้ย) จะไม่ได้ส่งผลทันทีทันใด แต่ก็ต้องเริ่มปรับ และเราไม่ควรปรับแล้วให้เกิดผลแรง เราไม่อยากให้เหมือนกับบางประเทศ ซึ่งมีโจทย์ที่บางคนบอกว่า เงินยังไม่ไหลออกเลย จะปรับขึ้นดอกเบี้ยทำไม แต่ถ้าเรารอให้เงินไหลออก แล้วค่อยมาทำ จะไม่สามารถทยอยทำได้ ต้องทำแรง และทำต่อเนื่อง อันนั้นจะเกิดช็อกกับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้น” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
ทั้งนี้ ธปท.จะใช้แนวทางค่อยๆ ปรับ ดังนั้นจะไม่เห็นผลกระทบที่แรง โดยในแง่ผลกระทบต่อดอกเบี้ยของสถาบันการเงินนั้น ทาง กนง.ได้มีการคาดการณ์ไว้แล้วว่า “ในภาวะที่มีสภาพคล่องอยู่สูง อัตราดอกเบี้ยของแบงก์ ไม่ควรขยับ” เพราะแบงก์ยังแข่งขันกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เป็นมาตรฐาน ทั้ง MLR, MRR และ MOR ไม่ควรปรับขึ้นเลย
“คนที่ถูกกระทบ ควรเป็นสินเชื่อที่ให้กับบริษัทขนาดใหญ่ ธุรกิจใหญ่ๆ ที่เคยได้รับการลดแลกแจกแถมมาเยอะ พวกที่ได้ดอกเบี้ยพิเศษ M ลบเยอะ ๆ เพราะว่าเดิมแบงก์เขาแข่งกับตลาดตราสารหนี้ เมื่อดอกเบี้ยในโลกเริ่มไม่ค่อยขยับขึ้น อัตราดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ก็ไม่ค่อยขยับขึ้น และเมื่อเราปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดตราสารหนี้ก็เริ่มขยับขึ้น สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ฉะนั้นแรงกดดันที่ต้องไปลดดอกเบี้ยมากๆ ให้กับภาคธุรกิจขนาดใหญ่ก็น้อยลง” นายวิรไทกล่าว
ส่วนในประเด็นผลกระทบต่อผู้ออม เมื่อดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้เริ่มขยับขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ทันที โดยไม่ต้องรอให้แบงก์ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก อย่างในตราสารหนี้ระยะสั้น Money Market Fund หรือกองทุนต่างๆ แต่ก็เชื่อว่าจะมีสถาบันการเงินที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีธนาคารออมสินนำร่องไปแล้ว
“ที่ผ่านมาจะเห็นเงินฝาก Switch ไปมา ระหว่างกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นกับดอกเบี้ยเงินฝาก เมื่อผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะสั้นปรับขึ้น Money Market Fund ปรับสูงขึ้น ผู้ฝากเงินส่วนหนึ่งก็จะ Switch เงินไปลงตราสารหนี้ ก็จะทำให้แบงก์ต้องเริ่มมามองเรื่องดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเฉพาะเงินฝากประจำ” นายวิรไทกล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. อธิบายต่อว่า ในอดีตการส่งผ่านนโยบายการเงินจะมีผลทันที เมื่อ ธปท.มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หากปรับขึ้นต่อเนื่องในการประชุม กนง.ทุกครั้ง จะเป็นช่วงที่สภาพคล่อง “ตึงตัว” เมื่อขึ้นดอกเบี้ยก็จะส่งผลกับดอกเบี้ยของแบงก์ทันที ต่างจากครั้งนี้ที่มีสภาพคล่องอยู่สูง และมาจากจุดที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายผ่อนปรนมากเป็นพิเศษ
“นี่เป็นก้าวแรกเท่านั้นเอง เพราะเราไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมา 7 ปี เป็นครั้งแรกที่ปรับ ฉะนั้นก็จะส่งผลกระทบไม่เร็ว แต่ก็อาจจะมีผลกระทบบ้างในบางเซ็กเม้นต์ เช่น ตลาดตราสารหนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ อยากฝากด้วยว่า ที่มีคนพยายามสร้างความเข้าใจผิดๆ ว่า ภาระหนี้ครัวเรือนจะกระโดด หรือบางคนก็บอกว่าแต่ละครอบครัวจะมีหนี้ขึ้นอีกหลายหมื่นบาทต่อปี นี่ก็เป็นเรื่องที่เราดูใกล้ชิด ดูละเอียด พบว่าหนี้ของภาคประชาชนเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น อีก 2 ใน 3 เป็นดอกเบี้ยคงที่ หรือสินเชื่อบ้าน ช่วง 3 ปีแรกส่วนใหญ่ก็จะดอกเบี้ยคงที่ และสัญญาก็เป็นระยะยาว จึงมีผลต่อภาระหนี้ไม่ค่อยมาก ส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตส่วนใหญ่ก็คิดตามเพดานที่กำหนดอยู่แล้ว ซึ่งเพดานไม่ได้เปลี่ยนตามดอกเบี้ยนโยบาย” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า เรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ ธปท.ย้ำมาตลอดกว่า 1 ปีที่ผ่านมา เพราะเห็นแล้วว่าสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกค่อยๆ ปรับลดลง โดยการที่ที่ผ่านมาหลายประเทศที่ใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษ ก็เพื่อตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 9 ปีที่แล้ว แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งทุกประเทศก็เห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษ มีผลข้างเคียง มีต้นทุน จึงค่อยๆ ปรับให้เข้าสู่ภาวะปกติ
“สภาพคล่องที่ธนาคารใหญ่ๆ อัดฉีดเข้ามาในระบบการเงินโลก ก็จะค่อยๆ ลดลง ซึ่งตั้งแต่ก่อนเราปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็จะเห็นชัดว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรค่อยๆ ปรับตามดอกเบี้ยในตลาดโลก ฉะนั้นเราชะล่าใจไม่ได้ ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนทางการเงิน บริหารความเสี่ยงทางการเงิน และต้องยอมรับว่าภาระการเงินทั้งโลก ที่มีสัดส่วนหนี้สูงขึ้นมาก ไม่ได้เป็นภาวะที่เราสบายใจได้ เศรษฐกิจที่โตด้วยหนี้ มันไม่ได้ยั่งยืน ทุกประเทศจึงค่อยๆ ปรับดอกเบี้ยเพื่อให้เข้าสู่ภาวะปกติ เราอาจจะเป็นประเทศหลังๆ ด้วยซ้ำที่เริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
สำหรับปีหน้า ผู้ว่าการ ธปท. บอกว่า มีความเสี่ยงหลายอย่างที่ต้องจับตา โดยภาวะตลาดเงินตลาดทุนโลกจะยิ่งผันผวนมากขึ้น รวมถึงหนี้ที่เกิดขึ้นมากช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ควรเกิด แต่เกิดขึ้นเพราะพฤติกรรม Search for yield ซึ่งเป็นทุกรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องจับตาใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็ต้องไม่สร้างจุดเปราะบางขึ้นภายในประเทศ อย่างเรื่องสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ก็เป็นการป้องกันอันหนึ่ง รวมถึงการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่ขณะนี้มีการแก้ไขกฎหมายสหกรณ์ที่ทำให้มีการกำกับดูแลที่ดีขึ้น หรือธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจจะมีการไปลงทุนที่มีความเสี่ยงมากเกินไป เพราะกู้เงินได้ถูกทั้งในประเทศและต่างประเทศก็เป็นอีกจุดที่ ธปท.จะต้องเข้าไปดูแล หรือการแข่งขันของสถาบันการเงินในบางธุรกิจแบบเกินพอดีก็ต้องเข้าไปดูแล
“โจทย์ของเราคือดูแลเสถียรภาพ อันแรกคือ ต้องสร้างกันชนที่ดี สอง อย่าสร้างจุดเสี่ยงในบ้านเรา ไม่สร้างความเปราะบางในบ้านเรา ซึ่งก็น่ายินดีที่ที่ผ่านมา เรามีคนที่ระมัดระวังเรื่องเหล่านี้กัน ไม่ว่าจะธนาคารพาณิชย์หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ถ้าเทียบกับปี 2540 แล้วเรามาไกลมาก อีกด้านเราก็ต้องสร้างกันชนระบบภายในประเทศ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง ก็ดูเรื่องเงินกองทุน เรื่องการตั้งสำรองหนี้เสีย เรื่องสภาพคล่องในประเทศก็ต้องแน่ใจว่ามีเพียงพอ” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวในที่สุด
ทั้งหมดนี้ คือ คำอธิบายถึงที่มาที่ไปในการตัดสินใจขยับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2561 ส่วนปีหน้า ยังต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. ได้ย้ำว่า การทำนโยบายการเงินในระยะถัดไป จะเป็นการตัดสินใจด้วยข้อมูล (Data dependent) โดยต้องประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดทุกครั้งที่มีการประชุม
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat ![]()
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!
