เฉพาะหน้า! “อัศวิน” ลุยแจกหน้ากาก 1 หมื่นชิ้น-ล้างถนนป้องฝุ่นคลุ้ง ยอมรับแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า การประชุมเพื่อแก้ปัญหาการฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน เป็นบัญชาจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการด่วนให้ตนนัดหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยได้มีมติร่วมกันในหลายประเด็น โดยสามารถสรุปมาตรการแก้ไขปัญหาได้ดังนี้
มาตรการระยะเร่งด่วน กทม.จะดำเนินการแจกจ่ายหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 9,000 ชิ้น ภายในวันนี้จำนวน 8 จุด ได้แก่ 1.บริเวณงานอุ่นไอรัก พระลานพระราชวังดุสิต จำนวน 2,000 ชิ้น 2.สวนลุมพินี 1,000 ชิ้น 3.ราชประสงค์ 1,000 ชิ้น 4.เขตบางคอแหลม 1,000 ชิ้น 5.เขตธนบุรี 1,000 ชิ้น 6.เขตจตุจักร 1,000 ชิ้น 7.เขตบางกะปิ 1,000 ชิ้น และเขตบางขุนเทียน 1,000 ชิ้น

และในเวลา 00.00-06.00 น. ของทุกวัน กทม.จะดำเนินการกวาดล้างทำความสะอาดถนนใน กทม.ทุกจุด ส่วนถนนที่มีปริมาณจราจรไม่แออัดจะดำเนินการตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป
ขณะที่มาตรการทำฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร แจ้งในที่ประชุมว่า วันนี้ยังไม่สามารถทำได้ เพราะค่าความชื้นสัมพัทธ์ไม่ถึง 60% และ กทม.มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่น เพราะมีสนามบินนานาชาติตั้งอยู่ 2 แห่ง คือ ดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ ต้องห่างจากวิถีการบินอย่างน้อย 75 ไมล์ คาดว่าอาจจะไปตั้งจุดขึ้นบินที่จ.ระยอง อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 15-19 ม.ค.นี้ คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 60% ประกอบกับมีลมจากทิศตะวันออกเข้ามาเสริม กรมฝนหลวงจะเร่งตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่ จ.ระยอง เพื่อดำเนินการทำฝนหลวงได้ในช่วงนี้

ขณะเดียวกันก็ได้มีมาตรการลดแหล่งกำเนิด PM2.5 ด้วย โดยประมาณ 60% เกิดมาจากการเผาไหม้ของรถ จึงได้ประสานไปยังกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เพื่อดำเนินการตรวจจับรถที่ปล่อยควันดำ โดยจะให้รถที่มีควันดำพักการใช้รถ 1 เดือน เพื่อนำรถไปปรับเปลี่ยนคุณภาพใหม่ ส่วนรถบรรทุกขนาดใหญ่ต้องห้ามนำเข้ามาในพื้นที่ กทม.ชั้นใน โดย บก.จร.กำหนดไว้ 2 ช่วงเวลา คือเช้า 05.00-09.00 น. และช่วงเย็น 15.00-21.00 น. เบื้องต้นจะเป็นการขอความร่วมมือก่อน ไม่มีการจับปรับใดๆ ขณะที่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ใน กทม.จะสั่งการให้หาสิ่งปิดคลุม เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองก่อน
ขณะที่อีก 35% เกิดจากการเผาไหม้ในที่โล่งแจ้ง ได้ประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตปริมณฑล 5 จังหวัด (นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม และสมุทรสาคร) ให้มีข้อสั่งการห้ามประชาชนเผาสิ่งของในที่โล่งแจ้งเป็นเวลา 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) เพื่อลดการเกิดฝุ่นละออง PM2.5 ในทางหนึ่งด้วย
ส่วนมาตรการแก้ไขในระยะยาว กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) แจ้งในที่ประชุมว่า ได้คุยกับกระทรวงพลังงานและผู้ประกอบการรถยนต์ภายในประเทศแล้ว โดยกระทรวงพลังงานระบุว่าจะมีการส่งเสริมให้ใช้น้ำมัน B20 แทนน้ำมันดีเซลมากขึ้น เพราะมีส่วนผสมของปาล์ม ทำให้ลดการเกิด PM 2.5 ได้ 15% ส่วนผู้ประกอบการรถยนต์จะพยายามผลิตรถ EV และไฮบริดมากขึ้น โดยเชื่อว่าหากความนิยมรถยนต์ทั้งสองแบบมีมากขึ้น ราคาจะถูกลงมาเอง นอกจากนี้ในระยะเวลา 3-4 ปีนี้โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ใน กทม.จะทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จ และ ขสมก. กำลังอยู่ระหว่างตรวจรับรถเมล์ NGV 489 คัน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้รถขนส่งมวลชนมากขึ้น

“ผมยอมรับว่า นี่เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ผมไม่ปฏิเสธ วันนี้จึงเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่ มาตรการต่างๆ จะต้องเข้มงวดและต้องขอความร่วมมือจากประชาชน เบื้องต้นเราจึงไม่จับและปรับ แต่ขอความร่วมมือก่อน ส่วนฝุ่นจากการก่อสร้างขนส่งสาธารณะ จะต้องเข้าไปดูว่า มีการกำกับควบคุมอย่างไร ปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งมาเกิด แต่ความรุนแรงมันพึ่งปรากฏในช่วง 1 ปีนี้ เพราะผลกระทบจากทุกๆ อย่างมันประกอบขึ้นมา เราก็จะค่อยๆ แก้กันไป อะไรที่ผิดพลาดแล้วก็จะแก้ไขกันใหม่”
ด้านนายประลอง ดำรงไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถือว่ายังเอาอยู่ เพราะค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ยังไม่วิกฤตมากนัก ส่วนสถานการณ์ในอนาคต กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าจะดีขึ้น เพราะเริ่มมีแดดส่องมากขึ้น ความกดอากาศจากประเทศจีนจะเริ่มเบาบางลง ทำให้ฤดูหนาวเริ่มคลายลง และคาดว่าในเดือน ก.พ.-มี.ค. จะเริ่มลดลง จนคลี่คลายไปช่วงเดือน มี.ค. เพราะจะเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน

ส่วนที่มีการตั้งคำถามถึงเกณฑ์มาตรฐานการวัดคุณภาพอากาศ (AQI) ของไทย ไม่เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) นั้น ขอเรียนว่าการตั้งมาตรฐานของ WHO ค่อนข้างสูง หลายตัวชี้วัดจึงต้องมีมาตรฐานสูงไปด้วย เช่น หลายประเทศในยุโรปใช้มาตรฐานรถบรรทุกอยู่ที่ยูโร 6 แล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังใช้มาตรฐานรถบรรทุกที่ยูโร 3 การจะขยับมาตรฐานจึงต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาลในการปรับตัวของหลายภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการ เอกชน และหน่วยงานอื่นๆ ประเทศไทยจึงยังใช้มาตรฐานของ WHO ไม่ได้ โดยปัจจุบันไทยใช้เกณฑ์ที่ 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ WHO มีมาตรฐานอยู่ที่ 25 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร
ขณะที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แจ้งในที่ประชุมว่า ได้เตรียมความพร้อมรับผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายสุ่มเสี่ยงคือ ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจและผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากฝุ่นละออง PM 2.5 สามารถผ่านเข้าไปในจมูกได้ เพราะมีขนาดเล็กถึง 20 ไมโครกรัม แต่ปัจจุบันยังไม่มีการรายงานตัวเลขผู้ป่วยจากฝุ่นละอองชนิดนี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยกรมอนามัยยังติดตามตัวเลขผู้ป่วยจากทุกโรงพยาบาลทั้งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กทม. มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลเอกชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กรมอนามัยจะขยายการตรวจวัดคุณภาพอากาศไปยังสถานศึกษามากขึ้น เพราะมีบางจุดที่มีโรงเรียนอยู่ในบริเวณที่มีความเสี่ยงอยู่หลายแห่ง
