18 ธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งได้กล่าวในวันครบรอบ 40 ปี แห่งการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน และยกย่อง “แจ็ก หม่า” ผู้ก่อตั้งและประธานอาลีบาบากรุ๊ป โฮลดิ้ง ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของจีนว่า เสมือนเป็น “ผู้ริเริ่มเศรษฐกิจดิจิทัล” มาสู่ประเทศจีนในยุคที่พฤติกรรมของคนจีนเปลี่ยนไป อีคอมเมิร์ซได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยปี 2018 ที่ผ่านมาการชำระเงินทุกประเภทผ่านสมาร์ทโฟนในจีนสูงถึง 23.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ “อาลีบาบา” เข้ามามีบทบาทสำคัญมากที่สุดในสังคมจีน
“นิกเกอิ เอเชียน รีวิว” ระบุว่า ปัจจุบันอาลีบาบามีข้อมูลผู้บริโภคชาวจีนอยู่ในมือมากถึง 600 ล้านคน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ประวัติการช็อปปิ้งสินค้าออนไลน์ การบริการทางการเงินต่าง ๆ ไปจนถึงภูมิหลังด้านการศึกษา สินทรัพย์ที่ครอบครอง ประวัติการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และประวัติการใช้ยา
การแทรกซึมของอาลีบาบาในชีวิตประจำวันของชาวจีน เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ “อาลีบาบา เอฟเฟ็กต์” เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนต้องสูญเสียข้อมูลส่วนตัวมหาศาล เพื่อแลกกับการได้มาซึ่งความสะดวกสบาย หรือการทำธุรกรรมทางการเงินบางอย่าง แม้แต่การเข้ารับการบริการด้านสุขภาพที่ง่ายขึ้น
นอกจากนี้รัฐบาลปักกิ่งยังสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงประวัติการซื้อสินค้าและบริการ ความสนใจส่วนของผู้ใช้บริการ และข้อมูลการยืนยันตัวตนทางชีวภาพ (biometrics) เช่น ลายนิ้วมือ เสียง ม่านตา เป็นต้น
โดยจีนมีการนำข้อมูลไบโอเมตริกซ์มาใช้ยืนยันตัวตนในหลาย ๆ เมืองทั่วประเทศ อย่างกรณีร้านไก่ทอดเคเอฟซีในเมืองหางโจว เด็ก ๆ ก็สามารถใช้วิธีการจ่ายค่าอาหารด้วยระบบเทคโนโลยีจดจำใบหน้า กับอุปกรณ์อัตโนมัติที่อยู่ภายในร้าน แทนการจ่ายเป็นเงินสด
การสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของอาลีบาบายังพัฒนาไปถึงระบบ “sesame credit” เสมือนเป็นระบบ “คะแนนเครดิต” โดยหากผู้ใช้มีคะแนนมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เข้าถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ มากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากเป็นเจ้าของรถยนต์ หรือมีประวัติการใช้จ่ายและชำระหนี้บัตรเครดิตที่ดี ก็ถือว่ามีคะแนนเครดิตที่ดี ลูกค้าที่ได้คะแนนมากเท่าไหร่ก็จะได้รับการดูแลที่ดีขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้คะแนนเครดิตดังกล่าวยังสามารถถูกตรวจสอบได้โดยนายจ้าง เพื่อเช็กประวัติเพื่อการจ้างงาน หรือแม้แต่การตรวจสอบประวัติของคู่รักที่กำลังมองอนาคตในการแต่งงาน เป็นต้น
แม้ว่าบริการต่าง ๆ ของอาลีบาบาจะเข้ามามีอิทธิพลหรือควบคุมชีวิตคนจีนมากขึ้น แต่ก็มีชาวจีนก็ยังพึ่งพาระบบและบริการของอาลีบาบามากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต ตัวอย่างเช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต “เหอหม่า” (Hema) ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกแนวใหม่ของอาลีบาบา ที่ผสมผสานร้านค้าปลีกออฟไลน์กับระบบออนไลน์เข้าด้วยกัน
โดยเหอหม่ามีจุดแข็งในเรื่องการจัดส่งสินค้าอาหารสดและผลไม้ให้ถึงมือลูกค้าภายใน 30 นาที สำหรับผู้ที่อยู่ในรัศมี 3 กิโลเมตร นอกจากนี้เหอหม่ายังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอสังหาริมทรัพย์ใกล้เคียงด้วย อย่างกรณีคอนโดมิเนียมที่อยู่ในรัศมีบริการของอาลีบาบา มูลค่าเพิ่มขึ้น 10% เพราะถือว่าทำเลที่ตั้งดี สะดวกสบาย
รายงานระบุว่า การเติบโตของอาลีบาบาอย่างก้าวกระโดดได้สร้างความกังวลต่อนานาประเทศ โดยเฉพาะกับคู่กรณีอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งมูลค่าทางการตลาดของอาลีบาบาแตะ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ใช้เวลาเพียง 3 ปีครึ่ง หลังจากที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เทียบกับ “อเมซอน” ยักษ์อีคอมเมิร์ซของอเมริกา ที่ต้องใช้เวลานานถึง 20 ปี
นอกจากนี้นานาชาติยังกังวลในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลจีนกับอาลีบาบา โดยเมื่อเดือน มิ.ย. 2018 ธนาคารกลางของจีนได้จัดตั้ง “Nets Union Clearing Corp.” แพลตฟอร์มระบบเคลียริ่งสำหรับการชำระเงินออนไลน์ โดยที่ทั้งอาลีบาบาและ “เทนเซนต์” ได้เชื่อมต่อระบบชำระเงินออนไลน์กับแพลตฟอร์มเคลียริ่งดังกล่าว นั่นหมายถึงธนาคารกลางจีนจะสามารถติดตามและเห็นการเข้าออกของเงินได้แบบเรียลไทม์
นักวิเคราะห์อาวุโสของ “ดิ การ์เดียน” กล่าวว่า ในยุคดิจิทัลที่การแข่งขันสร้างความได้เปรียบกันที่ “big data” เป็นหนึ่งเหตุผลใหญ่ที่ทำให้ทั่วโลกกลัวอาลีบาบามากขึ้น ขณะที่จีน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ดังนั้นการที่อาลีบาบาสามารถเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้มากกว่าครึ่งประเทศ การแผ่อิทธิพลไปยังฐานลูกค้าในต่างประเทศก็คงไม่ยากนัก ทั้งยังมองว่าการขยับตัวของอาลีบาบาก็เปรียบเสมือนการรุกคืบทางอำนาจเศรษฐกิจโลกของรัฐบาลจีนด้วยเช่นกัน
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat ![]()
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!
