บล.กสิกรไทยปรับเป้าดัชนีปี’62 แตะ 1,750 จุด หั่นเป้ากำไรพลังงาน-ปิโตรลง 15%
นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปี 2562 บริษัทได้ปรับประมาณการเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยจากระดับ 1,810 จุด โดยปรับ Discount ตามภาวะตลาดลง 3% มาอยู่ที่ 1,750 จุด บนสมมุติฐานของ EPS ที่ 115 บาทต่อหุ้น ซึ่งได้ปรับ Downside จากก่อนหน้านี้ลงประมาณ 3-4% เนื่องจากตลาดยังมีความกังวลจากราคาน้ำมันในตลาดโลก และค่าการกลั่นที่ลดลง ซึ่งปัจจุบันบริษัทพารณาหุ้นแต่ละตัวประมาณ 87% ของตลาด
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยปีนี้คาดว่ามีโอกาสจะเห็นดัชนีทดสอบระดับ 1,750 จุด ภายในครึ่งปีแรกได้ เนื่องจากมองว่าตลาดมีความผันผวนน้อยลงกว่าปีที่แล้ว หลังจากความเสี่ยงทางการเงินไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยเฟดที่ลดความร้อนแรงลงมา หลังการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐเมื่อวันที่ (30 ม.ค.62) ชัดเจนขึ้นในการชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยอายุ 10 ปี อยู่ในระดับต่ำกว่า 2.5% ทำให้แรงกดดันเหล่านี้ลดลงไปมาก ส่วนคืนนี้ (31 ม.ค.62) การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน มองว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีการชะลอตัว ในขณะที่จีนมีความกังวลต่อเศรษฐกิจชะลอตัวจนอาจกลายเป็นปัญหา จึงคาดว่าผลการประชุมน่าจะเอียงไปทางบวกได้ ซึ่งหากพิจารณาสถานการณ์ที่ทั้งสองประเทศค่อยๆ พึ่งพากันน้อยลง จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศที่มีฐานการผลิตและความสามารถในการส่งออกอย่างเวียดนามและไทยเป็นหลัก
ขณะที่ปัจจัยทางการเมืองในประเทศและต่างประเทศ ก็เริ่มผ่อนคลายจากการตรึงตัวมากๆ ในปีที่แล้ว ทำให้ตลาดหุ้นตอบสนองก่อนในเชิงความคาดหวัง แต่ยังมีนักลงทุนต่างชาติบางกลุ่มโดยเฉพาะสิงคโปร์ที่ออกไปโรดโชว์ พบว่า ยังมีความกังวลต่อการเลือกตั้งของไทยในปีนี้ว่า หลังผ่านการเลือกตั้งจะมีเสถียรภาพหรือไม่ ส่วนนักลงทุนฮ่องกงมีความกังวลต่อการท่องเที่ยวไทยว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าช่วงตรุษจีนน่าจะเริ่มกลับมาคึกคัก และคาดว่าภายในไตรมาส 2/62 ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาใหม่มากขึ้น เนื่องจากไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
ส่วนภาพเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ขณะนี้ในกองทุน ETF ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) มีโฟลว์ไหลเข้ามาต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกัน ซึ่งจะเห็นการถือครองของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นเริ่มกลับตัวเป็นบวกมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว สาเหตุหนึ่งมองว่าการถือครองโดยรวมของนักลงทุนต่างชาติอาจเข้าสู่ระดับถือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะมีการขายออกไปค่อนข้างมาก ประกอบกับปัจจัยที่กดดันตลาดได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วด้วย
ด้านนายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ระบุว่า ปีนี้กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจะมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 1.57 แสนล้านบาท ปรับตัวลดลงประมาณ 15% จากปีก่อนที่อยู่ที่ 1.88 แสนล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรตลาดประมาณ 5%
โดยปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรกลุ่มนี้ลดลง มาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 57 เหรียญต่อบาร์เรล จากระดับ 68 เหรียญต่อบาร์เรลเมื่อปี 2561 ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลงจากระดับ 71 เหรียญต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 60 เหรียญต่อบาร์เรล ประกอบกับค่าการกลั่นในตลาดสิงคโปร์ก็ลดลงคาดว่าจะอยู่ที่ 5.60 เหรียญสหรัฐ จากปีก่อนอยู่ที่ 6 เหรียญฐสหรัฐ
โดยคาดผลการดำเนินงานของกลุ่มพลังงานและปิโตเคมีทั้งกลุ่มจะขาดทุนจากสต๊อกรวม 1.75 หมื่นล้านบาท