ไทยนำร่องประกันลำไยที่แรกของโลก
คปภ.ดีเดย์ประกันลำไย มี.ค.นี้ หนุนลูกค้า ธ.ก.ส.จ่ายเบี้ยประกัน 299 บาท ต่อความคุ้มครอง 1 หน่วย คุ้มครองสูงสุด 2,100 บาท ตั้งเป้าพื้นที่เป้าหมาย 1 แสนไร่ นำร่อง 24 อำเภอในเชียงใหม่
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค.62 ตนในฐานะนายทะเบียนได้เห็นชอบแบบกรมธรรม์ประกันภัยการประกันภัยพืชผลลำไยจากภัยแล้งโดยใช้ดัชนีฝนแล้ง (ตรวจวัดด้วยดาวเทียม) สำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) และเบี้ยประกันภัย ซึ่งจะเข้าไปรองรับความเสี่ยงภัยจากภาวะฝนแล้ง โดยมีบริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมรับประกันภัย โดยกรมธรรม์ประกันภัยลำไยดังกล่าว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค.62 จนถึงวันที่ 29 ม.ค.65
รูปแบบการรับประกันภัย เบื้องต้นบริษัทจะเริ่มรับประกันภัยใน 24 อำเภอ ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 100,000 ไร่ จากพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมดประมาณ 300,000 ไร่ โดยเริ่มจำหน่ายกรมธรรม์ตั้งแต่เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2562 เป็นระยะแรก เพื่อให้ความคุ้มครองภัยภาวะฝนแล้งที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชลำไยในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2562 เนื่องจากพืชผลลำไยเป็นพืชผลยืนต้น และต้องการน้ำในช่วงของการออกดอกเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน โดยเกษตรกรผู้เพาะปลูกลำไยที่กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มีวงเงินกู้ทุกๆ 10,000 บาท สามารถขอเอาประกันภัยได้ 1 หน่วย โดยมีเบี้ยประกันภัยจำนวน 299 บาท ต่อการให้ความคุ้มครอง 1 หน่วย ให้ความคุ้มครองสูงสุด 2,100 บาท

“จะแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ส่วน คือ กรณีการเกิดภาวะฝนแล้งต่อเนื่องเกินกว่าดัชนีฝนแล้ง ได้รับเงินชดเชย จำนวน 900 บาท และกรณีการเกิดภาวะฝนแล้งต่อเนื่องเกินกว่าค่าดัชนีฝนแล้งขั้นสูง ได้รับเงินชดเชย จำนวน 1,200 บาท ซึ่งเงินชดเชยเมื่อรวมกันแล้วจะไม่เกิน 2,100 บาท ทั้งนี้หากพื้นที่เอาประกันภัยเกิดภาวะฝนแล้งต่อเนื่อง (มีจำนวนวันที่ฝนไม่ตกหรือฝนตกน้อยกว่า 1 มิลลิเมตรต่อวันติดต่อกัน) มากกว่าจำนวนวันที่กำหนดเป็นดัชนีฝนแล้งหรือดัชนีฝนแล้งขั้นสูง บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรผ่านบัญชี ธ.ก.ส.”
นางชญณา ศิริภิรมย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) กล่าวว่า เราใช้โปรแกรมหรือระบบจากญี่ปุ่นที่ชื่อว่า “GSMaP” ของ The Remote Sensing Technology Center of Japan (RESTEC) มาเป็นตัวชี้วัด โดยเก็บข้อมูลดาวเทียมย้อนหลัง 20 ปี โดยต้นทุนในการปลูกลำไยต่อไร่อยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อไร่ ความเสียหายเฉลี่ยประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อไร่

นายนิพัฒน์ เอื้อสกุล รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกลำไยมีอยู่ประมาณ 16,000 ล้านบาทต่อปี โดยพื้นที่เพาะปลูกหลักๆ อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และลำพูน ซึ่งขณะนี้ ธ.ก.ส.มีการปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 16,000 ล้านบาท โดยพื้นที่เชียงใหม่มีลูกค้าที่กู้เงินไปแล้ว 15,000 ราย มูลค่สินเชื่ออยู่ที่ 6,600 ล้านบาท
โดยพื้นที่เชียงใหม่ มีสาขา ธ.ก.ส.รองรับอยู่ประมาณ 35 สาขา โดยในวันพรุ่งนี้ (15 ก.พ.62) จะมีการประชุมซักซ้อมพนักงานเพื่อให้คำแนะนำกับเกษตรกรในพื้นที่ คาดว่าเฟสแรกจะมีลูกค้าเกษตรกรเข้ามาทำประกัน 500 ราย
