Skip to content

ผุด “พูลกลาง” คุม พ.ร.บ.รถ หนุนประกันลดค่าใช้จ่าย

19 มี.ค. 2562 | 13:24น.
ผุด “พูลกลาง” คุม พ.ร.บ.รถ หนุนประกันลดค่าใช้จ่าย

“ส.ประกันวินาศภัยไทย” เคาะตั้งบริษัทกลางฯ รับหน้าที่ “รวมศูนย์” ประกันภัย “รถยนต์-มอเตอร์ไซค์” ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เล็งเปิดดำเนินการครึ่งปีแรก หนุนรับประกันภัยต่อ-จัดการสินไหม ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย “วาสิต” ระบุภายในเดือน มี.ค.นี้ นัดถกหาข้อสรุป เผยล่าสุดบริษัทสมาชิกกว่า 80% เห็นด้วย

นายวาสิต ล่ำซำ ประธานคณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ภายในครึ่งปีแรกนี้ สมาคมคาดจะสามารถเปิดดำเนินการ “รวมศูนย์” ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ของบริษัทสมาชิกที่สนใจเข้าร่วม หรือที่เรียกว่า “พูลกลาง” โดยขั้นตอนขณะนี้ คือ ในช่วงเดือน มี.ค. 62 ทางสมาคมจะเรียกบริษัทสมาชิกเข้าร่วมประชุมเพื่อสรุปความคิดเห็นในการนำพอร์ตประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เข้ามาให้บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการด้านสินไหมและการรับประกันภัยต่อทั้งหมด เนื่องจากบริษัทกลางฯมีระบบเคลม และเครือข่ายโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน จะช่วยต้นทุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการบริหารจัดการด้าน “เคลม” ลดลง ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ทางสมาคมได้มีการหารือร่วมกับบริษัทสมาชิกไปแล้วเมื่อปลายเดือน ม.ค. 62 ซึ่งส่วนใหญ่มากกว่า 80% ตอบรับในเชิงบวก เนื่องจากพอร์ตประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ค่อนข้างทำกำไรได้น้อย เพราะฉะนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปแข่งขันด้านนี้

“การรวมศูนย์จะช่วยลดต้นทุนได้พอสมควร แต่ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์อาจจะยาก เพราะเบี้ยได้น้อยมาก ปัจจุบันเบี้ย พ.ร.บ.รถยนต์อยู่ที่ 600 บาทต่อปี ขณะที่รถปิกอัพอยู่ที่ 900 บาทต่อปี ซึ่งการโยกพอร์ตให้บริษัทกลางฯจัดการ ก็จะได้รับค่าบริการ คิดตามทรานแซ็กชั่น หากมีเคลมจะชาร์จค่าธรรมเนียมเพิ่มจากบริษัทประกัน เรื่องตั้งพูลกลางนี้ เราคาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมภายใน 1-2 เดือน” นายวาสิตกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันในตลาดผู้ทำประกันภัย “รถยนต์” ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) มีจำนวนทั้งหมดราว 5-6 ล้านคัน ขณะที่ “รถจักรยานยนต์” (มอเตอร์ไซค์) อยู่ที่ 14-15 ล้านคัน ส่วนเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งแยกเป็นส่วนของมอเตอร์ไซค์ที่ทำ พ.ร.บ. ประมาณ 4.6 พันล้านบาท

“ถ้าบริษัทสมาชิกรวมตัวกันและสามารถช่วยลดต้นทุนได้ โอกาสที่จะเปลี่ยนภาคกำกับ ตามที่ คปภ.ให้พิจารณา ทบทวนแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เพื่อเพิ่มประโยชน์ให้ประชาชน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาคบังคับ เพราะตามบทวิจัยที่ คปภ.ว่าจ้าง TDRI เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สวัสดิการของประชาชนในเชิงภาคสังคมที่ควรมีต่อชีวิตที่เหมาะสม จะต้องปรับขึ้นเป็น 5 แสนบาทในกรณีเสียชีวิต และอีก 1 แสนบาทกรณีเจ็บป่วย ขณะที่ปัจจุบันกรณีเสียชีวิตอยู่ที่ 3 แสนบาท และกรณีเจ็บป่วย 8 หมื่นบาท ทั้งนี้ ตามบทวิจัยระบุว่า คปภ.จะต้องปรับเพิ่มเบี้ย พ.ร.บ.รถมอเตอร์ไซค์เพิ่มอีก 100 บาท เป็น 400 บาทต่อปี ซึ่งเป็นแนวคิดให้ คปภ.ต้องทบทวน” นายวาสิตกล่าว

อย่างไรก็ดี ในอนาคตน่าจะเห็นความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวสำหรับการให้บริการระหว่างบริษัทประกันภัยมากขึ้น อาทิ การใช้พนักงานเคลมหรือการบริการอื่น ๆ ร่วมกัน ซึ่งคล้ายกับสายการบินที่ร่วมจับมือเป็นกลุ่มเพื่อลดต้นทุน

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับธุรกิจประกันภัย หลังจากนี้คงเป็นเรื่องการให้บริการที่ต้องรักษามาตรฐานให้ได้ เพราะขณะนี้ตลาดรถยนต์เติบโตมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลจากโครงการรถคันแรกทำให้การเกิดอุบัติเหตุและเรื่องสินไหมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่อู่ซ่อมรถสร้างช่างได้ไม่ทันกับความต้องการ” นายวาสิตกล่าว

นายพีระพัฒน์ เมฆสิงห์รวี กรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนชาตประกันภัย กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทยืนยันแล้วว่าจะเข้าร่วมโครงการนี้ เนื่องจากเห็นว่าจะช่วยให้บริษัทสามารถจัดการและควบคุมค่าสินไหม รวมถึงการดูแลเรื่องทุจริต (fraud) ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทมีพอร์ตประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ทั้งหมด 3.3 แสนกรมธรรม์ เบี้ยประกันภัยรับอยู่ที่ 230 ล้านบาท