ประธานสภาธุรกิจประกันภัยไทยฝากถึงรบ.ใหม่ ต้องดึงภาคธุรกิจประกันเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงประเทศ โดยเฉพาะ “ภาคเกษตรกรรม-สุขภาพของคนในชาติ” ชี้ช่วยรัฐบริหารงบประมาณง่ายขึ้น
“อานนท์” ประธานสภาธุรกิจประกันภัยไทย ฝากถึงรัฐบาลใหม่อยากจะให้สานต่อโครงการที่ดึงภาคธุรกิจประกันภัยเข้าเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงของประเทศ คืออยากจะให้รัฐบาลใช้ภาคประกันภัยเป็นตัวขับเคลื่อนในการบริหารความเสี่ยงของภาคประชาชน โดยเฉพาะสิ่งที่เน้นมากคือ “ภาคเกษตรกรรม-สุขภาพ” ของคนในชาติ ซึ่งเป็นภาระใหญ่ของรัฐบาล หากใช้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการบริหารงาน จะทำให้รัฐบริหารงบประมาณได้ง่ายขึ้น และประชาชนเริ่มเรียนรู้ที่จะบริหารความเสี่ยงด้วยตัวเอง
นายอานนท์ วังวสุ ประธานสภาธุรกิจประกันภัยไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังเลือกตั้งคาดหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย แม้ว่าฝ่ายใดจะเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพราะไทยมีประสบการณ์ด้านที่ไม่ดีมานานพอแล้ว จึงควรจะกำหนดทิศทางในอนาคตในทางที่ดีขึ้นได้ แม้ก่อนเลือกตั้งอาจจะมองว่าจะแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายค่อนข้างชัดเจน แต่เชื่อว่าหลังเลือกตั้งทุกคนจะต้องคิดถึงประชาชนและบ้านเมืองเป็นหลัก ควรจะ “หยุด” และ “ตั้งต้นใหม่” มองไปข้างหน้า ไม่อยากจะให้ยึดกับความฐิติ หรืออัตตาของอดีตมาเป็นแนวในการทำงานในอนาคต เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นได้เศรษฐกิจของไทยจะไปได้ดีแน่นอน
เท่าที่มองทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง คาดว่าคงใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่ผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะเป็นปัจจัยที่จะ “ช่วยเสริม” หรือ “ช่วยฉุด” มันเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง ซึ่งหวังว่าจะเป็นตัวเสริมทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า เพราะภาคเศรษฐกิจไปด้วยตัวเองไม่ได้ จะต้องมีภาคของความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ดีมองว่าหน้าตารัฐบาลใหม่คงจะเป็น “รัฐบาลผสม” แน่นอนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คาดหวังคือการจัดตั้งรัฐบาลอยากจะให้มีความราบรื่น ไม่อยากจะให้เป็นประเด็นโต้เถียงกันต่อไปอีกเพราะหลายปีแล้วพอมีการเลือกตั้ง น่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของความไม่เข้าใจกันในอดีต โดยเริ่มต้นร่วมมือกันใหม่ ไม่อยากจะให้มีฝักมีฝ่ายแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นได้หวังว่าภาคเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานของประเทศจะเติบโตไปได้
ส่วนภาคธุรกิจประกันภัยถือเป็น Second line business เมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศโตขึ้น ธุรกิจประกันภัยจะเติบโตตามไปด้วย ซึ่งจะเริ่มสังเกตเห็นปัจจัยการส่งออกเริ่มฟื้นตัว และภาคการเกษตรหลายตัวราคาดีขึ้น แม้ว่าบางตัวยังไม่ดี แต่ขณะนี้ราคาข้าวและผลไม้เริ่มดูดีขึ้นมาก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวดูเหมือนจะขยายตัวได้ดี หมายความว่าเครื่องมือเศรษฐกิจหลายตัวเริ่มดีขึ้น และหวังว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง ส่วนราคาเกษตรที่ยังอ่อนแออยู่ เช่น ปาล์ม, ยางพารา หากมีทิศทางที่ดีขึ้นเชื่อว่าจะทำให้ปัจจัยการบริโภคในประเทศเริ่มดีขึ้น และช่วยทำให้เอสเอ็มอี (SMEs) มีทิศทางดีขึ้นซึ่งหวังไว้อย่างนั้น
“ทิศทางของภาคการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศจะดีขึ้นต่อไหม ซึ่งหากสองปัจจัยนี้ดีขึ้นมากกว่าปีก่อนจะช่วยหนุนให้ภาพรวมรวมเศรษฐกิจไทยและภาพรวมของธุรกิจประกันวินาศภัยเองเติบโตขึ้นด้วย ซึ่งขณะนี้ยอดขายรถยนต์เองก็ดูเหมือนจะมีทิศทางที่ดีขึ้นมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าปีนี้จะมีแนวโน้มที่ดี จึงไม่ค่อยห่วงเรื่องนี้” นายอานนท์กล่าว
ประธานสภาธุรกิจประกันภัยไทย กล่าวว่า สิ่งที่อยากจะให้รัฐบาลใหม่สานต่อคือโครงการที่ดึงภาคธุรกิจประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นภาคประกันชีวิตหรือภาคประกันวินาศภัย เข้าเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงของประเทศ คืออยากจะให้รัฐบาลใช้ภาคประกันภัยเป็นตัวขับเคลื่อนในการบริหารความเสี่ยงของภาคประชาชน โดยเฉพาะสิ่งที่เน้นมากคือภาคเกษตรกรรม และสุขภาพของคนในชาติ ซึ่งเป็นภาระใหญ่ของรัฐบาล หากใช้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการบริหารงาน จะทำให้รัฐบริหารงบประมาณได้ง่ายขึ้น และประชาชนเริ่มเรียนรู้ที่จะบริหารความเสี่ยงด้วยตัวเอง
“ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าทำได้ดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประกันข้าวนาปี และขยายประกันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งขณะนี้ภาคธุรกิจเองก็ขยายไปในพืชสวนต่างๆ เช่น ประกันภัยทุเรียน ประกันภัยลำไย ซึ่งคงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้กฎหมายป่าไม้ก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขเยอะ โดยต้นไม้ทางเศรษฐกิจประชาชนเริ่มปลูกมากขึ้น เพราะเอามาเป็นหลักประกันในการกู้เงินกับทางธนาคารได้ ซึ่งตรงนั้นจะต้องขยายและภาคธุรกิจประกันภัยต้องเข้ามารองรับ ซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่รัฐบาลทำมา เริ่มเดินหน้ามาไกลขึ้น”
แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้รัฐบาลทำในอนาคตต่อไป และจริงจังกว่านี้คือเรื่อง “ปริมาณคนเสียชีวิต-บาดเจ็บ-พิการ” จากอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีแนวโน้มไม่ลดลงเลย แรงขึ้น ตรงนี้รัฐบาลต้องเป็นแกนนำขับเคลื่อนในการลดอุบัติเหตุอย่างจริงจัง ซึ่งต้องทำหลายๆ ปัจจัยพร้อมกันกับเรื่องวินัยจราจร จัดล่อแหลม จุดอันตรายต่างๆ ซึ่งภาคธุรกิจประกันภัยหวังว่าจะถูกทำให้ดีขึ้น ในแง่ภาพลักษณ์ที่มีผลต่อทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่ามันยังดูเหมือนเดินทางไปไม่ได้ และไม่ได้ผลเท่าที่ควร
ท้ายที่สุดหวังว่า “รัฐบาลผสม” อยากจะให้เป็นทีมที่มีแนวความคิดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อยากจะให้เป็น “ทีม” คือเรารวมความหลากหลายได้จากหลายพรรคการเมือง แต่เมื่อกำหนดนโยบายอยากจะให้เอามา brainstorm กันให้ดี และออกแนวนโยบายหลักแห่งชาติ และทุกพรรคเดินไปในแนวทางนี้ คือต้องเป็น Master Plan ใหญ่ว่าประเทศจะไปทางไหน และภาคการเงินการคลังก็เดินตามแนวทางนี้ และภาคอุตสาหกรรมก็เดินตามแนวทางนี้
แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลผสม แต่หากผสมกันแล้วแต่มี Master Plan ที่ดี กำหนดทิศทางเรื่องการเงินการคลัง การธนาคาร การค้าหรือการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ การส่งออก ถ้าไปในแนวทางเดียวกันมันก็จะดี ไม่ใช่ว่าแบ่งขาดกันไป ภาคการเงินไปทางพรรคหนึ่ง ภาคอุตสาหกรรมไปอีกพรรคหนึ่ง ซึ่งอยากจะให้มีการเชื่อมโยงถึงกันอย่างแท้จริงในแนวทางเดียวกัน