“บล.กสิกรฯ”แนะ 3 กลุ่มหุ้นเด่นหลังเลือกตั้ง เชื่อหุ้นไทยผันผวนรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่
“บล.กสิกรไทย” เผยภาพรวมตลาดหุ้นไทย มีแนวโน้มผันผวนระหว่างช่วงรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มองแนวรับ 1,600 จุด “เอาอยู่” คาดฟันด์โฟลว์ไหลกลับหลังผลเลือกตั้งชัดเจน แนะลงทุนหุ้นค้าปลีก–รับเหมา–ท่องเที่ยว
นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index) ก่อนการเลือกตั้งในอดีต ไม่มีความสัมพันธ์และรูปแบบที่ชัดเจน แต่โดยเฉลี่ยจะติดลบเล็กน้อยระหว่าง -0.1% ถึง -1.4% ในช่วง 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ในทางกลับกัน ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังการเลือกตั้งในอดีตเป็นบวกทั้งค่าเฉลี่ย 3 ปี และ 5 ปี อยู่ที่ 3.1% และ 3.3% ตามลำดับ ในช่วง 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง
ขณะที่มองว่าหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ 1 เดือน SET Index จะยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกเช่นกัน แต่อาจไม่ถึง 3% อย่างการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า SET Index ได้ผ่านจุดต่ำสุดที่ 1,575 จุด ไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาแล้ว จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index ในช่วง 1 – 2 เดือนข้างหน้า หรือช่วงที่รอจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ไว้ที่บริเวณแนวรับ 1,600 จุด และแนวต้านที่ 1,675 จุด
โดยมองว่าภาคเศรษฐกิจที่จะได้รับประโยชน์หลังการเลือกตั้ง ได้แก่
- กลุ่มผู้มีรายได้ขั้นต่ำ ภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจต่างจังหวัด โดยมีโอกาสเห็นนโยบายการปรับขึ้นค่าแรง (ปัจจุบันอยู่ในกรอบ 308-330 บาท/วัน) เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ และเศรษฐกิจต่างจังหวัดที่ซบเซา ซึ่งหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวคือกลุ่มพาณิชย์ โดยบล.กสิกรฯ ชอบ CPALL และ BJC มากที่สุดในกลุ่ม
- กลุ่มที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน โดยมองว่าการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานจะยังมีอย่างต่อเนื่อง และอาจมีการเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัด ซึ่งกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์คือกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยเลือกหุ้น STEC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ เนื่องจากโอกาสที่จะมีการดำเนินงานสูง มีประวัติการดำเนินงานแข็งแรง และมีความสามารถพร้อมรับงานขนาดใหญ่
- กลุ่มการท่องเที่ยว โดยมองว่าการท่องเที่ยวจะยังเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งหุ้น AOT เป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวและรายได้จากการประมูลพื้นที่ Duty Free แม้การประมูลอาจเลื่อนออกไปบ้าง
ด้าน Fund Flow (เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ) นายภาสกร อธิบายว่า ปกติ Fund Flow มีการเข้า/ออกตลาดหุ้นไทยมาโดยตลอด โดยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 ที่ผ่านมา Fund Flow มีแนวโน้มไหลเข้าในตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) มากกว่าไหลเข้าในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Countries) และเชื่อว่าหลังผลการเลือกตั้งไทยชัดเจน Fund Flow พร้อมที่จะไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังมองภาพการเมืองไทยในทางบวกมากขึ้น หลังมีการเลือกตั้งและกำลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่บล.กสิกรฯ แนะนำลงทุน ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี โดยเลือก SCC เป็นท็อปพิค (Top Pick) ของกลุ่ม เนื่องจากภาพรวมธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างดีขึ้น ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มลดลง และภาพรวมกำไรจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (packaging) แข็งแรง โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) ที่กำไรของกลุ่มเติบโตในอัตราเฉลี่ย (CAGR) 22% ในช่วงปี 2558 – 2561 ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้า แนะนำ BGRIM เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากต้นทุนพลังงานที่ลดลง (ทั้งก๊าซและถ่านหิน) และค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (Ft) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายตัวของกำลังการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 BGRIM มีการศึกษาที่จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 500 – 1,000 MW ซึ่งยังไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการกำไร