จุดดับแมนฯซิตี้
การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เข้าสู่ช่วง 2 เดือนสุดท้าย เป็น 2 เดือนที่จะตัดสินว่า ลิเวอร์พูล หรือแมนฯซิตี้ ใครจะคว้าถ้วยนี้ไปครอง
ลิเวอร์พูลนำจ่าฝูง 31 นัด มี 76 คะแนน มากกว่าซิตี้ 2 แต้ม แต่หงส์แดงแข่งมากกว่า 1 นัด แทบจะไม่ได้เปรียบอะไรเลย
นักข่าวฟุตบอลในอังกฤษส่วนใหญ่เห็นว่า เรือใบสีฟ้ามีโอกาสสูงกว่าซะด้วยซ้ำ พูดง่าย ๆ ไปถามนักข่าว 10 คน อาจจะมีถึง 8 คน เชื่อว่าแมนฯซิตี้จะเป็นแชมป์ ซิตี้ดูดีกว่าจริง ๆ แต่ก็ใช่ว่าจะพลิกไม่ได้
ปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตา แชมป์-ไม่แชมป์ ของทีมเรือใบตอนนี้ คือ โปรแกรมเตะที่สาหัสกว่าฝั่งหงส์แดง
เดือนหน้าเมษายน แมนฯซิตี้ต้องลงเล่นอย่างต่ำ 8 นัด มากกว่าหงส์ 2 นัด แถมมีช่วงเสี่ยงต้องแข่งถึง 6 นัดในรอบ 17 วัน
ที่มันโหดแบบนี้ เพราะซิตี้ต้องเล่นรอบรองชนะเลิศ เอฟ เอ คัพ กับไบรท์ตัน รวมทั้งรอบ 8 ทีม แชมเปี้ยน’ส ลีก เจอสเปอร์สอีก 2 นัด
ช่วงเสี่ยง 6 นัด ในรอบ 17 วันของเรือใบสีฟ้า เริ่มจากเจอคาร์ดิฟฟ์ในลีก 3 เม.ย. เจอไบรท์ตันในเอฟ เอ คัพ
6 เม.ย. ไปเยือนสเปอร์สในแชมเปี้ยน’ส ลีก 9 เม.ย. เยือนคริสตัล พาเลซ ในพรีเมียร์ลีก 14 เม.ย. ตามด้วยหวดกับสเปอร์สอีก 2 นัดติด คือ เตะบอลยุโรปรอบ 8 ทีม นัดที่สอง 17 เม.ย. และเจอกันในลีกอีกที 20 เม.ย.
หนักกว่านั้นคือ หมดภาระกับสเปอร์สปุ๊บ ซิตี้ต้องบุกเยือนแมนฯ ยูฯต่อทันที ในวันที่ 24 เม.ย.
เรือใบสีฟ้าอาจจะโคตรเก่ง และมีตัวเลือกมากมาย แต่เจองานชุกขนาดนี้ มันก็ต้องผะอืดผะอมกันบ้างแหละ
เทียบกับโปรแกรมของลิเวอร์พูล หงส์แดงงานเบากว่า แม้จะต้องเจอสเปอร์สกับเชลซีในลีก แต่ก็ได้เล่นในบ้าน ส่วนแชมเปี้ยน’ส ลีก รอบ 8 ทีม ที่พบปอร์โต้ ก็ดูจะไม่หนักหนาเท่าฝ่ายแมนฯซิตี้
ปัญหาของลิเวอร์พูลอยู่ที่ตัวเองมากกว่า ทำยังไงจะเล่นให้ได้ตามมาตรฐานทุกนัด เมื่อไหร่ โม ซาล่าห์ จะกลับมายิงประตู
โมยิงไม่ได้มา 7 นัดติดต่อกัน ทำให้ ซาดิโอ มาเน่ แบกความรับผิดชอบในแนวรุกอยู่คนเดียว หงส์แดงต้องรีบปรับตัว ถ้าหวังจะเป็นแชมป์
ลิเวอร์พูลเกมรับดีกว่าซิตี้ แต่เกมรุกสู้ไม่ได้ 7 นัดสุดท้ายที่ต้องเล่นให้ชนะรวด กองหน้าหงส์ต้องยิง โมต้องซัดเพิ่มอีก 7-8 ลูก