คีย์ซักเซส “Kittima” ผงาด วงการแฟชั่นบูติคโลก
แฟชั่นคือธุรกิจรูปแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับธุรกิจอื่น ๆ อีกหลากหลายต้องใช้ทักษะหลายด้าน ไม่เพียงแต่ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อทำให้สินค้าและผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับในตลาด
“กิตติมา กว้างนอก” ผู้ก่อตั้ง และ creative director แบรนด์แฟชั่นบูติค “Kittima” แบรนด์ที่แจ้งเกิดและมีฐานผลิตที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และได้รับการยอมรับจากเวทีแฟชั่นระดับโลก รวมถึงได้รับคัดเลือกโดย Vogue ให้เป็นทาเลนต์รุ่นใหม่ในปี 2015 ซึ่งเธอเป็นหนึ่งผู้บริหารที่ทำงานระดับโลกจนประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมนี้
อะไรทำให้เด็กไทยธรรมดาคนหนึ่งก้าวสู่เจ้าของแบรนด์ และทำงานระดับโลกจนเป็นที่รู้จัก ได้รับคัดเลือกให้เป็นคนไทยคนแรกที่ขึ้นพูดบนเวที TED Padova ในปี 2016 ที่ประเทศอิตาลี ทั้งยังได้รับการจับตามองจากสื่อแฟชั่นชั้นนำ และได้รับการคัดเลือกให้แสดงบนเวทีแฟชั่น Chengdu ที่ประเทศจีน
“กิตติมา” ได้บินตรงจากอิตาลีมาประเทศไทย และให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” เกี่ยวกับประสบการณ์การบริหารงานในอุตสาหกรรมสายแฟชั่น โดยเธอเล่าย้อนให้ฟังว่า เรียนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจในไทย และได้ทำงานในสายงานธนาคาร พอทำไประยะหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าขาด passion ไม่รู้สึกสนุก จึงเริ่มค้นหาตัวเองว่าควรจะเดินต่อทางไหน
“ด้วยความที่ชื่นชอบในการวาดรูป โดยเฉพาะรูปผู้หญิง และรูปเสื้อผ้าสวย ๆ บวกกับใจรักในศิลปะและประวัติศาสตร์ ทำให้ได้คำตอบว่า อยากมุ่งไปสายแฟชั่น และต้องการเดินทางไปอิตาลีเพื่อเรียนด้านแฟชั่นอย่างจริงจัง”

มันเป็นการตัดสินใจที่ยาก เพราะเราเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย และการไปเรียนต่างประเทศต้องใช้เงินมาก แต่ด้วยความตั้งใจ และมีความเชื่อว่า ความฝันต้องเป็นจริงได้ ถ้าเราเชื่อมั่น จึงเริ่มเรียนภาษาอิตาเลียน 3 เดือนในไทย และเดินทางไปอิตาลีในปี 2008 เธอยังจำวันที่อยู่ที่สนามบินได้ดี วันนั้นตั้งปณิธานว่า จะเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าและจะมีแบรนด์ของตัวเองให้ได้
เมื่อไปถึงอิตาลีได้เลือกเรียนที่ Nuova Accademia di Belle Arti Milano (NABA) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านแฟชั่นที่มีชื่อเสียงว่าดีที่สุดในยุโรป โดยเรียนเป็นระดับปริญญาตรี 3 ปี ด้านออกแบบแฟชั่น เมื่อเรียนจบก็เลือกเรียนต่อระดับปริญญาโท 1 ปี ด้าน luxury management ที่ Domus Academy Milano
“มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องมีประสบการณ์ทำงานจริงในสายแฟชั่น ก่อนที่จะสร้างแบรนด์ของตัวเอง ขณะที่เรียนดิฉันจึงทำงานไปด้วย เป็นงานหลังเวทีแฟชั่น ช่วยสไตลิสต์เตรียมเสื้อผ้า นอกจากนั้นยังทำงานตามโชว์รูมเสื้อผ้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่รวมเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นปีหน้าจากหลายแบรนด์ เพื่อให้ผู้ซื้อจากร้านต่างๆ มาเลือกไปขาย พอเรียนจบก็ได้ทำงานกับแบรนด์ Giambattista Valli 1 ปี”

จากนั้นก็เริ่มทำคอลเล็กชั่นภายใต้แบรนด์ Kittima ของตัวเอง ด้วยเงินทุนเพียง 1 พันยูโร เริ่มทำ 4-5 ตัว จ้างนางแบบมาสวมใส่ และถ่ายรูปเพื่อส่งไปให้แมกาซีนหลายๆ เจ้า จนกระทั่งไปเตะตา Vogue และถูกคัดเลือกให้เป็นทาเลนต์ (The Vogue Talents Corner.com) ในปี 2015
ทำให้เสื้อผ้า Kittima ได้นำจัดแสดงใน Milan Fashion Week Autumn/Winter 2015 ซึ่งนั่นเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เสื้อผ้าของดิฉันเป็นที่รู้จัก และผู้ซื้อเริ่มมาคัดเลือกไปขาย
เมื่อพูดถึงความท้าทายในอุตสาหกรรมแฟชั่นที่อิตาลี “กิตติมา” บอกว่าคือเรื่องการตัดสิน และสร้างความแตกต่างให้ได้
“3 ปีแรกที่อยู่ที่อิตาลีได้เรียนรู้ที่จะผสมผสานวัฒนธรรมความเป็นอิตาลีและไทยลงในเสื้อผ้า อิตาลีจะเน้นความเรียบง่าย สีสันไม่ฉูดฉาด ในขณะที่วัฒนธรรมเอเชียจะมีความเป็นผู้หญิงแบบ exotic (แปลกใหม่) ดิฉันผสมผสานสีสันให้เข้ากับความสง่างาม ออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยของผู้หญิงมืออาชีพ”
เธอมองว่าอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่นจะเป็นเรื่องของวัตถุดิบที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และในทวีปเอเชียจะมีเกาหลีใต้ที่จะกลายมาเป็น trend setter เพราะเป็นประเทศที่มีฤดูที่แตกต่างชัดเจน ทำให้เขาเน้นเรื่องตัวผ้า ซึ่งเป็นการทำงานรูปแบบเดียวกับแฟชั่นของอิตาลี และที่ผ่านมามีคนเกาหลีไปเรียนด้านแฟชั่นเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียด้วย แต่ในขณะเดียวกัน คนอินเดียเริ่มมาเรียนแฟชั่นที่อิตาลีเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อินเดียจึงจะเข้ามาในอุตสาหกรรมแฟชั่นมากขึ้น
“กิตติมา” กล่าวในตอนท้ายว่า ที่ออฟฟิศของ Kittima มีพนักงานซึ่งเป็นดีไซเนอร์ 2 คน จากการทำงานร่วมกับเด็กรุ่นใหม่มามาก เพราะมีเด็กจากหลายประเทศหมุนเวียนมาเรียนรู้งานด้วย ทั้งยังมีบทบาทในการสอนแฟชั่นที่ Domus Academy Milano ทำให้เห็นว่า
เด็กรุ่นใหม่มีความอดทนต่ำ เชื่อมั่นในตัวเองมากไป รวมถึงมีไอเดียเยอะแต่กลับใช้ไม่ได้จริง และขาดการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเขาเติบโตมาในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนรวดเร็ว
“ฉะนั้นการที่ดีไซเนอร์รุ่นใหม่จะประสบความสำเร็จต้องพัฒนาในเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะการแข่งขันในวงการแฟชั่นสูง เด็กสายแฟชั่นค่อนข้างตกงานเยอะ เพราะจำนวนเด็กจบใหม่เยอะมากในแต่ละปี เนื่องจากบางหลักสูตรเรียน 6 เดือนก็จบแล้ว ส่วนแบรนด์แฟชั่นดังๆ ก็ใช้ดีไซเนอร์เพียง 4-5 คนเท่านั้น”
คีย์ซักเซส คือ ก่อนการที่จะเป็นดีไซเนอร์ที่ประสบความสำเร็จต้องซื่อสัตย์กับความคิดตัวเอง ไม่คิดในกรอบ คิดต่างจากคนอื่น ให้มองว่าอะไรที่อยู่รอบตัวเป็นแรงบันดาลใจได้ทั้งหมด และที่สำคัญคือ passion เพราะการทำงานอย่างมีความสุขจะช่วยปลดล็อกไอเดียใหม่ๆ