คอลัมน์ สถานีลงทุน
โดย ธนรัชต์ พสวงศ์ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
ราคาทองคำในไตรมาส 1 ยังคงได้รับปัจจัยหนุนอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีแรงเทขายออกมาบ้าง
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีแรงซื้อเข้ามาจากการส่งสัญญาณของเฟดในการไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมที่คาดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง และจะยุติการปรับลดขนาดงบดุลในเดือน ก.ย. ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ภายหลังจากที่มีการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและสหรัฐอ่อนแอ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้เตือนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐสูงกว่าระยะยาว ซึ่งส่งสัญญาณภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และความไม่แน่นอนของประเด็น Brexit
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของประเด็น Brexit ภายหลังจากที่รัฐสภาอังกฤษได้เห็นชอบเรียกร้อง EU ขยายระยะเวลากำหนดอังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ออกไปจากเดิมในวันที่ 29 มี.ค. ในขณะที่สหภาพยุโรปก็ได้ตกลงเช่นกันว่าจะขยายเวลาการบังคับใช้มาตรา 50 ออกไป แต่ความไม่แน่นอนประเด็น Brexit ยังคงสร้างความวิตกกังวลของนักลงทุน และหากข้อตกลง Brexit ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาอังกฤษต่อไป อาจส่งผลให้อังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปแบบไร้ข้อตกลง ในวันที่ 12 เมษายน ซึ่งขยายเวลาการบังคับใช้มาตรา 50 ของสหภาพยุโรป (EU) จากเดิมวันที่ 29 มีนาคม
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้มีการเตรียมการสำหรับอังกฤษถอนตัวจากการเป็นสมาชิกจากสหภาพยุโรปแบบไร้ข้อตกลง ในวันที่ 12 เมษายนนี้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากมีความเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม หากรัฐสภาอังกฤษลงอนุมัติข้อตกลง Brexit การขยายเวลาการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปนั้นจะเลื่อนออกไปจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม เนื่องจากอังกฤษมีความจำเป็นต้องแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปก่อนวันที่ 23-26 พฤษภาคม เพราะเป็นวันการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปในปีนี้ มิฉะนั้น อังกฤษจะต้องเข้าร่วมการเลือกตั้งรัฐสภายุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้รัฐสภายุโรปชุดใหม่ประสบปัญหาเป็นโมฆะ เนื่องจากมีการเลือกตั้งที่ผิดกฎระเบียบ และอาจจะส่งผลต่อการเผชิญความล่าช้าในกระบวนการ Brexit ต่อไป
“แนวโน้ม” ราคาทองคำคาดยังคงปรับตัวขึ้นได้ต่อ เนื่องจากมองว่าราคาทองคำยังคงมีปัจจัยบวกหนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวต้าน 1,350 และ 1,360 ดอลลาร์/ออนซ์ ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถเข้าซื้อทองคำเมื่อราคาทองคำย่อตัวลงมาในบริเวณ 1,300 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญทางจิตวิทยา และมีแนวรับสำคัญถัดไปที่ 1,280 ดอลลาร์/ออนซ์ ทั้งนี้ ถ้าปรับลงมาที่แนวรับหลัง คาดว่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างมาก
สำหรับประเด็นสำคัญที่ยังคงต้องจับตามองต่อไปในเดือนเมษายนนี้ ยังคงเป็นประเด็น Brexit ที่มีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงความเป็นไปได้ของการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปแบบไร้ข้อตกลง (no deal) ในวันที่ 12 เมษายน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเสี่ยงของเศรษฐกิจอังกฤษและสหภาพยุโรปที่ชะลอตัวมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำมากขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความไม่คืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังคงเป็นประเด็นยืดเยื้อต่อเนื่อง แม้ว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย และทั้ง 2 ประเทศมีเป้าหมายที่จะบรรลุข้อตกลงการค้าภายในสิ้นเดือนเมษายนก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวก็ยังไม่มีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น ท่ามกลางความ “วิตกกังวล” ของความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ก็ “ยังมี” อยู่ จากที่จีนเริ่มเปลี่ยนจุดยืน เนื่องจากก่อนหน้านี้ จีนได้ยอมเปลี่ยนแปลงนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแล้วนั้น แต่จีนไม่ได้รับการรับประกันจากรัฐบาลสหรัฐเกี่ยวกับการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจีน
ซึ่งหากทั้ง 2 ประเทศยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ทันภายในสิ้นเดือน เม.ย.นั้น สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจากเดิมสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่จีนเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐเพียง 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการเจรจาทางการค้าของสหรัฐและจีนที่ “ยืดเยื้อ” นั้น จะกระทบต่อ “เศรษฐกิจ” ของสหรัฐและจีนภายหลัง ท่ามกลางความวิตกกังวลของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งอาจจะส่งผลให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจมากขึ้น