“จุฬาฯ” เสิร์ฟความรู้สู่ภูมิภาค ชูศูนย์วิจัยใช้ลิงทดลองแห่งแรก
จะทำอย่างไรให้ความรู้กระจายและเข้าถึงในแต่ละภูมิภาคของประเทศ นั่นคือโจทย์สำคัญที่อยู่ในวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาให้มีความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน และเพื่อวิสัยทัศน์ดังกล่าว จึงได้ก่อตั้งโครงการพัฒนาที่ดินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี การพัฒนาที่ดินครั้งนี้ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค สำหรับเป็นแหล่งสร้างและเผยแพร่ความรู้ที่มีความหลากหลาย และยิ่งไปกว่านั้นจุฬาฯต้องการเป็นสถาบันการศึกษาในระดับโลกที่สร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างเสริมสังคมอีกด้วย

“นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล” รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ภายหลังจากที่ได้รับมอบที่ดินจากมูลนิธินิสิตเก่าจุฬาฯ บวกรวมกับพื้นที่ของกรมป่าไม้ที่ได้รับการอนุญาตให้เข้ามาใช้ประโยชน์ได้ รวมประมาณ 4,711 ไร่ หลังจากนั้นในปี 2550 ได้เริ่มพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะในส่วนที่นักศึกษาต้องฝึกปฏิบัติภาคสนาม นอกจากนี้ยังส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่เข้ามาเสริมเพิ่มเติม อาทิ เช่น ศูนย์วิจัยพลังงานและชีวมวล ที่ดำเนินการโดยคณะวิทยาศาสตร์ โครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาการเลี้ยงโคนมในเขตร้อนชื้น ดำเนินการโดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ และที่ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของศูนย์เครือข่ายครั้งนี้คือ การวิจัยสัตว์กลุ่มลิงแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย โดยศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ ที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาด้านอื่น ๆ ด้วย
ทั้งนี้ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อภูมิภาคในจังหวัดสระบุรี จุฬาฯได้แบ่งการใช้ประโยชน์พื้นที่แบ่งเป็น 5 เขต ประกอบด้วย 1) เขตพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ
2) เขตการวิจัย 3) เขตการศึกษา 4) เขตบริการวิชาการ และ 5) เขตบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจุฬาฯยังมีศูนย์ในรูปแบบเดียวกันอีก เช่น สถานีวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีผาสิงห์ ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน, สถานีวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีไหล่น่าน สถานีวิจัยคัดเลือกและบำรุงพันธุ์สัตว์ตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
“ผลที่ได้จากการสร้างเครือข่ายชุมชนสู่การขับเคลื่อนแนวปฏิบัติในการผสมผสานการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยในการจัดการศึกษาในระบบของโรงเรียนจะเป็นต้นแบบให้แก่พื้นที่อื่น ๆ ทั้งในจังหวัดสระบุรีและจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาโรงเรียนและชุมชนแห่งการเรียนรู้ให้ขยายวงกว้างต่อไป” นพ.ดร.นรินทร์กล่าว
สำหรับกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนานิสิตจุฬาฯให้สามารถทำงานร่วมกับชุมชน โดย “นพ.ดร.นรินทร์” ให้ข้อมูลอีกว่า โครงการดังกล่าวได้วางกรอบการดำเนินการต่อเนื่องรวม 3 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2561 เพื่อส่งเสริมโรงเรียนและเครือข่ายให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการผสมผสานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในการจัดการศึกษาในระบบ ตามที่ได้วางแผนเอาไว้
นับได้ว่าเป็นการนำองค์ความรู้ในระดับมหาวิทยาลัยที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา สามารถนำไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน สร้างเครือข่าย สร้างความร่วมมือในการจัดการการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน