คิดใหญ่ (ไม่) คิดเล็ก “โลกธุรกิจต้องเรียนรู้รักษาคนเก่ง”
บริษัท สคูลดิโอ จำกัด (Skooldio) เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ตั้งใจจะพัฒนาเครื่องมือด้านการเรียนรู้ของคนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผ่านมามีการจัดงานสัมมนา Beta Conference เป็นครั้งแรก โดยตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของคนทำงานที่อยากเพิ่มทักษะแห่งอนาคต เพราะสิ่งสำคัญที่ Skooldio ให้ความสำคัญคือการคัดเลือกวิทยากรที่สามารถเป็นตัวแทนของความรู้และทักษะสมัยใหม่ เพื่อกระตุ้นความอยากเรียนรู้ของผู้ฟัง
ครั้งแรกของงานสัมมนามีการรวบรวมวิทยากรจากหลากหลายสายงาน ทั้งนักพัฒนา, นักออกแบบ, ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารคนรวมกว่า 12 คน มาขึ้นเวทีแบ่งปัน และเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะอันเป็นที่ต้องการสำหรับงานแห่งอนาคต ทั้งนั้นเพื่อพัฒนาตัวเองและเป็นที่ต้องการของตลาด
ปลดล็อก Design Thinking
“กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร” หัวหน้าโปรเจ็กต์ SCB 10x ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า องค์กรในปัจจุบันมักพูดถึงเรื่องของ design thinking หรือกระบวนการคิดอย่างลึกซึ้ง แต่หลายองค์กรตั้งคำถามว่า คืออะไร จึงได้ส่งบุคลากรไปอบรมเพื่อเรียนรู้เรื่องนี้ เพราะหลายองค์กรมักมองว่า design thinking เป็น 5 กระบวนการทำงานเพื่อให้องค์กรเกิดนวัตกรรม คือ empathy เป็นการทำความเข้าใจต่อกลุ่มเป้าหมาย, define การสังเคราะห์ข้อมูล, ideate การระดมความคิดใหม่ ๆ, prototype การสร้างแบบจำลอง และ test การทดสอบ
“แต่จริง ๆ แล้ว design thinking เป็นทักษะที่เกิดจากการลงมือทำและฝึกฝน ถึงจะเกิดไอเดียใหม่ ๆ ได้ ดังนั้นองค์กรส่วนใหญ่ที่ต้องการนวัตกรรมใหม่ ๆ มักขอไอเดียจากลูกน้อง แต่ความเป็นจริงไอเดียนั้นขอกันไม่ได้ เพราะไอเดียในแบบของ design thinking เป็นการคิดนอกกรอบ ซึ่งการมีไอเดียเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อม เช่น ห้องประชุมต้องจัดใหม่ คนที่รับฟังไอเดียต้องมีใจเปิดรับ ไม่แสดงอาการเชิงลบ และต้องทำสภาพแวดล้อมที่คนรู้สึกว่าปลอดภัยในการคิดไอเดียใหม่ ๆ ที่สำคัญ ผู้นำจะต้องเข้าใจและจะต้องช่วยสร้าง ไม่ใช่กดดันให้ลูกน้องคิดไอเดีย”
หากพูดถึงความท้าทายใน design thinking ที่หลาย ๆ องค์กรเจอมักเป็นในขั้นตอน prototype การสร้างแบบจำลอง โดยองค์กรใหญ่มักสร้างได้ช้ากว่าสตาร์ตอัพ เพราะองค์กรใหญ่ ๆ มักจะมีขั้นตอนในการอนุมัติหลายชั้น ดังนั้นสิ่งที่ผมแนะนำกับองค์กรคือให้มอง prototype เป็น R&D (research & development – การวิจัยและพัฒนา) ที่ทุกองค์กรต้องมี และ R&D สามารถผิดพลาดได้ หรือให้มองว่าเป็นการอบรมฝึกฝนทักษะให้พนักงาน และการดูงาน จะทำให้องค์กรไม่กลัวว่าการสร้าง prototype นั้นเสี่ยงต่อการเปลืองงบประมาณ
“ถ้าองค์กรพลิก mindset ให้มองว่าพนักงานที่อยากทำอะไรใหม่ ๆ สักอย่าง เป็นเรื่องของการอบรมฝึกฝนทักษะแบบ on the job training (การเรียนรู้จากการทำงาน) และให้คนนำเรื่อง design thinking ไปทำจริง ๆ ก็จะเกิดนวัตกรรมได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายเอชอาร์และผู้บริหารต้องช่วยกัน และต้องให้โอกาสกับงบประมาณการสร้างแบบจำลองของ design thinking”
เพราะถ้ามองว่า design thinking เป็นกระบวนการที่ส่งคนไปเรียนแล้วมาทำ ก็คงมีประโยชน์แค่เป็นการบอกต่อความรู้ที่ไม่ช่วยให้เกิดนวัตกรรม แต่ถ้ามองว่าเป็นทักษะ และบริษัทช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้คนสามารถมีพื้นที่คิดสร้างสรรค์ก็จะทำให้ design thinking ไม่ได้เป็นแค่คำพูดที่พูดถึงกันต่อ ๆ ไป แต่จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมได้แน่นอน
จิตตะกับกลยุทธ์ 10 เท่า
“พรทิพย์ กองชุน” COO (chief of operating officer) และผู้ร่วมก่อตั้ง จิตตะ (JITTA) บริษัทสตาร์ตอัพที่สร้างแพลตฟอร์มในการวิเคราะห์หุ้นเพื่อการลงทุนด้วยการเน้นคุณค่า ซึ่งเธอเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดคนแรกของ Google Thailand รวมทั้งยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น Google Finance, Google Search, Google Maps
เบื้องต้น “พรทิพย์” เล่าถึงการทำ OKR (objective & key result) ที่คิดโดยกูเกิล เพื่อตั้งเป้าหมายให้แต่ละคนในองค์กรสอดคล้องกันทั้งระบบว่า OKR เชื่อมโยงวิธีคิดแบบ moonshot thinking คือการคิดอะไรยิ่งใหญ่ ที่ดูเหมือนว่าไม่น่าเป็นไปได้ และเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แน่นอนว่าต้องมีความเสี่ยง โดยมีบลูพรินต์ 3 จุดใหญ่ คือ หนึ่ง ปัญหาที่ยิ่งใหญ่คืออะไร สอง ต้องหาโซลูชั่นที่สุดโต่ง สาม เทคโนโลยีที่เจ๋งมาก เพื่อมาตอบโจทย์การแก้ปัญหาต่าง ๆ และที่สำคัญต้องทำให้ดีกว่าเดิม เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพกว่าเดิม 10 เท่า
ซึ่งการตั้ง objective ที่ดี ต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ actionable goal ที่ทีมหรือระดับบุคคลสามารถทำได้จริง challenging อาจดูย้อนแย้งกับข้อที่แล้ว แต่การตั้งเป้าหมายต้องท้าทาย มีจุด Sweet Spot คืออัตราความสำเร็จอยู่ที่ 70-80% ถ้าบรรลุ 100% แปลว่าเราตั้งเป้าหมายง่ายไปถือว่าผิด สำหรับ Key Result ที่ดีต้องมีคุณสมบัติวัดผลได้ อยู่ที่ 0-100% แบ่งเป็น achievable สามารถทำได้ (ไม่ตั้งเป้าเวอร์จนเกินตัว) relevant มีความสอดคล้องกับ Objective ที่เราตั้งไว้ time-bound มีกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับ OKR จะสิ้นสุดทุก ๆ Quarter (3 เดือน) ซึ่งที่ Jitta เองมีการตั้งเป้าหมายแบบนี้ไว้ด้วยเหมือนกัน คือการตั้งเป้าไปให้ไกล เริ่มแรกมีความเข้าใจแล้วว่าคนไม่ได้ต้องการข้อมูลอะไรมาก แต่อยากที่จะเติบโตได้กำไร
อาชีพดีไซน์ความรู้สึก
“ดาริน สุทธพงศ์” cofounder ของ Indie Dish ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นในการสั่งอาหารคลีน กล่าวถึงความสำคัญของธุรกิจในปัจจุบันว่า ต้องมี user experience designer (UX) คือการออกแบบประสบการณ์ภายในที่บุคคลหนึ่งมีต่อผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท และ user interface (UI) คือชุดของหน้าจอ หน้าเว็บ ซึ่งเป็นสิ่งแทบทุกองค์กรหันมาให้ความสำคัญในการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ของตนเอง
“คนที่ทำงานสร้าง UX คือบริหารจัดการเรื่องความรู้สึกของลูกค้าและความพึงพอใจ หลังจากที่ใช้สินค้าหรือบริการ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นอาชีพดีไซน์ความรู้สึก โดยการทำงาน UX จะประกอบไปด้วย 2T คือ team และ tool ซึ่งทีมต้องประกอบไปด้วยคนที่มีความหลากหลายเพื่อทำให้โปรดักต์ออกมาดูดี ซึ่งคนที่ทำงานทางด้านนี้ยังขาดแคลนมากในประเทศไทย”
“เพราะ UX เป็นเทรนด์ใหม่ และเด็กรุ่นใหม่ไม่อยากทำงานทางด้านความรู้สึก เพราะสัมผัสจับต้องยาก ส่วนเครื่องมือหรือ tool นั่นคือ UI การออกแบบมุมมองเว็บไซต์ให้สวยงามและใช้งานได้สะดวก ที่สำคัญจะต้องทำให้เกิดขึ้นจริง และต้องปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เหมาะกับยุคสมัยนี้”
“ดังนั้น UX และ UI จึงต้องไปด้วยกัน เนื่องจากมี 5 ขั้นตอนที่ซ่อนอยู่ภายในคือ research หาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจลูกค้า, strategy กลยุทธ์และเป้าหมายที่ต้องไปทางเดียวกันทั้งทีม, interaction design ออกแบบการใช้งานเว็บไซต์สร้างแบบจำลองเพื่อทดลองหาวิธีใช้งานที่ตอบโจทย์ลูกค้า และธุรกิจ และองค์ประกอบที่เหมาะสม, layout ของเว็บไซต์ต้องมีสีสันตัวหนังสือสวยงาม อ่านง่าย และ writing การเขียนเนื้อหาในเว็บไซต์ อันนี้คนมักมองข้าม เพราะคำพูดที่นำมาใช้มีความสำคัญมากกับประสบการณ์ของลูกค้าโดยตรง”
อันเป็นคำตอบสำหรับงานแห่งอนาคตในเร็ววันนี้