รายงานพิเศษ
เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 และเป็นนายกฯลำดับที่ 30 ในการเมืองไทย ภายหลังที่ประชุมร่วมรัฐสภาเท 500 เสียง ให้เขาเบิ้ลอำนาจต่อ ชนะ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้ท้าชิงขั้วพรรคเพื่อไทย ที่ได้ 244 เสียง
หลังสิ้นสุดการโหวต “พล.อ.ประยุทธ์” บอกผ่าน “พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า
“นายกฯ ขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนแม้จะไม่สนับสนุน แต่ก็ได้ทำหน้าที่ของผู้แทนประชาชนอย่างเต็มที่ อยากให้ทุกคนร่วมมือกันทำงานด้วยเจตนารมณ์ที่คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน ซึ่งยังมีปัญหาอีกมากที่รอการแก้ไข รวมทั้งนำบทเรียนในอดีตมาเป็นแนวทางในปัจจุบัน”
ท่ามกลางกระแสโจมตีนายกฯ 500 ในโลกโซเชียล แฮชแท็กทวิตเตอร์ #RIPThailand ทะยานติดเทรนด์ทวิตโลก
อยากลาออกแต่ออกไม่ได้
ย้อนกลับไป 5 ปีที่แล้ว หลัง “พล.อ.ประยุทธ์” นำกำลังยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ถึง 6 เดือน ได้หล่นคำที่ควรบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ กลางงานเลี้ยงดินเนอร์ กับเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป และผู้ช่วยทูตทหารในยุโรป ที่โรงแรม Starhotels Rosa Grand เมื่อ 16 ต.ค. 2557 ว่า
“ผมพร้อมจะลาออก อยากจะลาออกทุกวัน แต่เห็นประชาชนเดือดร้อนทนไม่ได้ และไม่ได้อยากอยู่เกินแม้แต่วันเดียว ทุกวันนี้ผมสู้รบทุกวัน ในบ้านกลับมาก็ทะเลาะกับเมีย เมียถามว่าทำไมอันนี้ไม่ทำ ผมบอกทำแล้ว บางเรื่องทำไม่ไหวก็หงุดหงิด สรุปว่าผมไม่มีความสุข ทุกคนไม่มีความสุข ผมจึงต้องคืนความสุขให้ประชาชน และได้รับความทุกข์ไง”
ผู้นำปฏิวัติคนที่ 4 ที่ชนะเลือกตั้ง
แต่แล้ว “พล.อ.ประยุทธ์” ก็ครองอำนาจมานานถึง 5 ปี โดยเลื่อนโรดแมปเลือกตั้งมาถึง 6 ครั้ง สร้างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นักเลือกตั้งทุกพรรคบอกว่า “เป็นกับดัก” สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านกฎหมายกว่า 400 ฉบับ มีทั้งเสียงตำหนิ เสียงด่า เสียงชม
ต้องเผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตกทั้งซีกยุโรป และฝั่งอเมริกา จากพิษ IUU ที่สหภาพยุโรปให้ “ใบเหลือง” ไทย เพราะทำประมงผิดกฎหมาย ขณะที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ICAO ปักธงแดงไทยว่า ไม่ผ่านมาตรฐานการบิน และยังถูกปักป้ายว่า ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ทว่า “พล.อ.ประยุทธ์” กลายเป็นนายกฯ จากรัฐประหารคนที่ 4 ที่เปิดการเลือกตั้ง และสามารถชนะเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกฯ ต่อจากพระยาพหลพลพยุหเสนา ที่ยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และเปิดให้มีการเลือกตั้ง ในปี 2476 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ยึดอำนาจตัวเอง ในปี 2494 เปิดการเลือกตั้งใหม่ปี 2495 และจอมพล ถนอม กิตติขจร ที่เปิดการเลือกตั้งปี 2511 และได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง
รธน.ย้อนศรป่วนบิ๊กตู่
นับจากนี้ไป “พล.อ.ประยุทธ์” จะเป็นนายกฯที่ไม่มีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ อีกต่อไป เพราะจะเป็นนายกฯที่ไร้อำนาจมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 แต่จะเป็นนายกฯใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่เต็มไปด้วย “กับดัก” ย้อนศรเข้าหาตัวรัฐบาลพลังประชารัฐ
เพราะเพียงแค่เริ่มต้นทำงาน-แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 กำหนดว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย
ประกอบกับ มาตรา 164 (2) ในการบริหารราชการแผ่นดิน ครม.ต้องดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ รักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดิน ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ อย่างเคร่งครัด
ดังนั้น นโยบายประชานิยมที่หาเสียงเอาไว้ก่อนเลือกตั้งอาจติดกับดักรัฐธรรมนูญ “พล.อ.ประยุทธ์” ส่งสารจากนายกฯ ลงวันที่ 15 มี.ค. 2562 ถึงนโยบายลด-แลก-แจก-แถมว่า
“หากเรายังหารายได้ให้รัฐมากขึ้นไม่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถทำตามนโยบายที่หลายพรรคการเมืองหาเสียงไว้ได้”
“การดำเนินโครงการและงบประมาณจะต้องชี้แจงได้ว่า เราจะหางบประมาณมาจากไหนและอยู่ในวินัยการเงินการคลังหรือไม่ รัฐบาลจะต้องดูแลประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ”
การบริหารประเทศ ที่มีข้อจำกัดอีนุงตุงนังทั้ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง-ยุทธศาสตร์ชาติ จึงเป็นภาระ-พันธะ อีกทั้ง การแถลงนโยบายเป็นศึกแรกของรัฐบาล ที่แถลงต่อหน้าฝ่ายค้าน 246 เสียง แบบไม่มีตัวช่วย ส.ว.
เสียงปริ่มน้ำ-รัฐบาลล่ม
ขณะที่ภาระนายกฯในสภา จะต้องเจอการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ 246 เสียง ถือว่าเป็นฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งด้วยจำนวนเสียงสูสีกับรัฐบาล ดังนั้น ขั้วฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยลับฝีปากไว้รอแล้ว
การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ที่อนุญาตให้ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้ง ครม. หรือเป็นรายบุคคล ได้ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งผลจากการเป็นรัฐบาล “เสียงปริ่มน้ำ” หากคุมเสียงไม่อยู่-งูเห่าเลื้อยเพ่นพ่านไปโหวตให้ฝ่ายค้าน รัฐบาลเสียท่าแพ้คะแนนโหวต มีสิทธิหลุดไปทั้งคณะ
จริยธรรมล็อกคอ บิ๊กตู่สมัย 2
อีกหนึ่งของใหม่ในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่อาจย้อนศรมาเล่นงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คือ “มาตรฐานจริยธรรม”
เพราะในรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ถ้าฝ่าฝืน ในรัฐธรรมนูญมาตรา 235 บัญญัติว่า ให้ ป.ป.ช.ไต่สวนถ้ามีมูลความผิดให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง โทษร้ายแรงถึงขั้นเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง ทั้งชีวิต
ส่วนรัฐธรรมนูญในด้านที่เป็น “คุณ” กับ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากเสกให้เกิด “งูเห่า” หนุนรัฐบาลได้ทุกเมื่อ สร้าง ส.ว. 250 ขึ้นมาช่วยอุ้มเข้าทำเนียบสมัยที่ 2 ทำให้มีพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลกว่า 19 พรรค
เป็นกลไกชุบชีวิตให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ได้ไปต่อ แผนการทั้งหมดเป็นการ “ไขรหัส-ต่อยอด” เปรมโมเดล ในยุค “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ที่เป็นนายกฯ 8 ปี
นำมาสู่ “อาวุธลับ” บีบพรรคร่วม ภายใต้แรงสนับสนุนของผู้มีบารมีในรัฐบาล ในการดีลพรรคการเมือง