เลี้ยง “แพะ-ปลูกหญ้า” สร้างรายดี ปลูกหญ้าเนเปียร์ ปากช่อง 1 สร้างรายได้แทนการทำนา ฝั่งอันดามัน – จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องการอื้อ
นายณรงค์ สุทธิสังข์ ปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า จังหวัดพัทลุงโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง ได้เร่งสนับสนุนส่งเสริมการเลี้ยงแพะเป็นอาชีพเสริมเพื่อการส่งออก มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 1,600 ราย มีแพะประมาณ 6,000 ตัว โดยพื้นที่เลี้ยงแพะเนื้อส่วนใหญ่ จะอยู่ในพื้นที่ อ.กงหรา อ.ตะโหมด อ.ปากพะยูน และ อ.ป่าบอน
สำหรับราคาซื้อขายเนื้อแพะ มีราคา 150 – 180 บาท/กก.แพะเนื้อมีน้ำหนักประมาณ 30-35 กก./ตัว ส่วนการตลาดซื้อขายนั้นไม่ประสบปัญหา จะมีกลุ่มพ่อค้าจากฝั่งอันดามัน จ.กระบี่ จ.ภูเก็ต จ.ตรัง ฯลฯ และกลุ่มพ่อค้าจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มารับซื้อถึงคอก ส่วนพันธุ์แพะเนื้อที่เลี้ยงใน จ.พัทลุง จะเป็นพันธุ์แองโกโนเบี้ยง และพันธุ์บอร์
ทั้งนี้ การเลี้ยงแพะเนื้อ เป็นอาชีพเสริมเพื่อการส่งออกนั้น เป็นการลงทุนที่ต่ำมาก ใช้อาหารสำเร็จรูปเพียงเล็กน้อย และอาหารที่ใช้ส่วนใหญ่ จะใช้ทางปาล์มน้ำมันมาบดหรือหมัก
บ้างใช้หญ้าเนเปียร์ ส่วนการเลี้ยงส่วนการขยายพันธุ์ใช้เวลา 1 ปี แพะเนื้อสามารถให้ลูกถึง 2 ตัว หากเกษตรกรจะนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ออกจำหน่ายก็มีรายได้ที่น่าพอใจยิ่งเช่นกัน โดยแพะเนื้อเพศเมียจะมีราคาตัวละ 3,000-5,000 บาท ส่วนพ่อพันธุ์แพะเนื้อมีราคาตัวละ 8,000 – 10,000 บาท ซึ่งในขณะนี้ความต้องการแม่พันธุ์พ่อพันธุ์ของแพะเนื้อมีสูงมาก
นายณรงค์ ยังกล่าวอีกว่า ในขณะนี้การเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ จ.พัทลุง ได้เพิ่มจำนวนการเลี้ยงมากขึ้น นอกจากแพะแล้วคือการเลี้ยงโคเนื้อ โคนม โคพื้นเมือง ไก่คอล่อน แต่ในขณะเดียวกันนั้นพื้นที่ปลูกหญ้าที่นำมาเลี้ยงเป็นอาหารสัตว์ยังมีจำกัด กลุ่มสหกรณ์การเลี้ยงสัตว์ต้องสั่งซื้อหญ้ามาจากต่างจังหวัด ฉะนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาจึงได้ร่วมกับสหกรณ์โคเนื้อศรีวิชัย (พัทลุง) จำกัด เร่งสนับสนุนส่งเสริมให้หันมาปลูกหญ้าเนเปียร์ ปากช่อง 1 เพื่อสร้างเสริมรายได้แทนการทำนา เพราะสภาพพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกหญ้าทุกพื้นที่
ด้าน พื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ ปากช่อง จำนวน 1 ไร่นั้นสร้างผลผลิตได้ประมาณ 40 ตัน/ปี สามารถสร้างรายได้ประมาณ 40,000 บาท/ปี ในขณะที่การนำนาเกษตรกรจะมีรายได้ไร่ละประมาณ 3,000 – 3,500 บาท และการทำนาจะต้องทำกันทุกปี ส่วนการปลูกหญ้าพันธุ์เนเปียร์ปากช่อง 1 ปลูกครั้งเดียวสามารถนำไปเลี้ยงสัตว์ หรือนำหญ้าไปขายได้นานถึง 10 ปี จึงเป็นทางเลือกใหม่แทนการทำนาข้าวของเกษตรกรชาวพัทลุง