กบง.ไฟเขียวขยายเวลาชดเชย B20 ถูกกว่าดีเซลลิตรละ 5 บาท-ตรึงก๊าซหุงต้ม LPG-NGV ต่ออีก 2 เดือน พร้อมสั่งการกรมธุรกิจพลังงาน ศึกษาแผนหนุนไบโอดีเซล B7-B10-B20 ขีดเส้น 15 วันเสร็จ เตรียมประชุมร่วม 4 กระทรวง บริหารจัดการน้ำมันปาล์มดิบปีละ 2 ล้านตัน อุ้มชาวสวนไม่ขาดทุนระยะยาว
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผย ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณา 2 วาระ คือ แนวทางการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 และการให้ความช่วยเหลือโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายปลีกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือน (กลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร)
โดย กบง.มีมติขยายระยะเวลาให้ระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลฯ บี20 ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลฯ ธรรมดา (บี7) จำนวน 5 บาทต่อลิตร ต่อไปอีก 2 เดือน จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค. 62 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 62 ไปสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2562 โดยคงอัตราเงินชดเชยของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 ไว้ที่ 4.50 บาทต่อลิตร เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน และแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มดิบล้นตลาด และสร้างเสถียรภาพปาล์มน้ำมัน

ผลการดำเนินโครงการดังกล่าวตั้งแต่ วันที่ 8 มิ.ย. 61 จนถึงปัจจุบัน จากการที่ กบง. มีมติให้ส่วนลดพิเศษ ทำให้ส่วนต่างราคาขายปลีกดีเซล บี20 กับบี7 เพิ่มขึ้นเป็น 5 บาทต่อลิตร ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2561 น้ำมันดีเซล บี 20 สามารถจำหน่ายที่สถานีบริการได้ทั่วไป และมีการประกาศรุ่นรถยนต์ที่รองรับการใช้ดีเซล บี20 ทำให้ผู้ใช้รถยนต์มีความเชื่อมั่นและหันมาใช้น้ำมันดีเซล บี20 มากขึ้นจนบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เฉลี่ย 5.067 ล้านลิตรต่อวัน และคาดว่าหลังจากขยายมาตรการจะมีปริมาณการใช้เพิ่มเป็น 6-7 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินกองทุนในการดำเนินมาตรการ 1,095 ล้านบาท แบ่งเป็น เดือนสิงหาคม 478 ล้านบาท และเดือนกันยายน 617 ล้านบาท
ทั้งนี้ วันที่ 21 ก.ค. 62 มีผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 13 ราย จำหน่ายน้ำมันดีเซลฯ บี 20 โดยแบ่งเป็น Fleet 532 แห่ง สถานีบริการจำนวน 1,181 แห่ง การส่งเสริมน้ำมันดีเซลฯ บี20 โดยให้ราคาขายปลีก บี20 ต่ำกว่า บี7 จำนวน 5 บาทต่อลิตร ส่งผลให้การใช้บี20 จากเฉลี่ย 0.030 ล้านลิตรต่อวัน ในเดือน ก.ค. 61 เป็นเฉลี่ย 5.067 ล้านลิตรต่อวัน ในปัจจุบัน ส่วนไบโอดีเซล บี100 เพิ่มขึ้น จากเฉลี่ย 4.103 ล้านลิตรต่อวัน ในเดือน ก.ค. 61 เป็นเฉลี่ย 5.215 ล้านลิตรต่อวัน ในปัจจุบัน สำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ ราคา CPO เริ่มมีแนวโน้มลดลง จาก 21.87 บาทต่อกิโลกรัม ในช่วงต้นเดือนก.ค. 62 มาอยู่ที่ 16.75 บาทต่อกิโลกรัม ในวันที่ 26 ก.ค. 62
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ได้สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ) ศึกษาและวางภาพรวมการใช้พลังงานไบโอดีเซล ทั้งมB7,B10และ B20 เพื่อดูซับผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ส่วนเกินทั้งระบบ เป้าหมายปีละ 2 ล้านตัน ที่เหลือจากความต้องการใช้สำหรับบริโภคซึ่งมีปีละ 1 ล้านตัน จากปริมาณผลผลิต 3 ล้านตัน เพื่อช่วยยกระดับราคาผลปาล์มให้เกษตรกรไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต กก.ละ 2.50 บาท และต้องสะท้อนราคาตลาดโลกด้วย
“ให้เวลาศึกษาภาพรวมทั้งหมด ไม่เกิน 15 วัน หลังจากนั้นจะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งดูต้นน้ำ กระทรวงอุตสาหกรรม ดูโรงสกัด และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบูรณาการทั้งระบบ”
พร้อมกันนี้ ที่ประชุม กบง. ได้มีมติการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) สำหรับกลุ่มหาบเร่แผงลอย และตรึงราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) สำหรับรถโดยสารสาธารณะต่อไปอีก 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.2562) โดยกระทรวงพลังงาน ได้ขอความร่วมมือกับ ปตท. ในการตรึงราคาปัจจุบันเอาไว้ก่อน และขอขยายกรอบวงเงินเพิ่มอีก 60 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และเพื่อให้กระทรวงพลังงานได้มีเวลาเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ชัดเจนขึ้น
“โดยหลังจากนี้จะหารือกับกระทรวงการคลัง ปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือรูปแบบใหม่ คาดจะได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือน ก่อนที่จะสิ้นสุดมาตรการและปีงบประมาณในเดือนกันยายน”
สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ณ วันที่ 28 กรกฏาคม 2562) ฐานะสุทธิ ฯ 36,742 ล้านบาท (บัญชีน้ำมัน 42,994 ล้านบาท และบัญชี ก๊าซ LPG -6,252 ล้านบาท) คาดการณ์ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2562 ฐานะกองทุนของกลุ่มก๊าซ LPG จะติดลบ 6,324 ล้านบาท สิ้นเดือนสิงหาคม 2562 จะติดลบ 6,090 ล้านบาท ทั้งนี้ ไม่เกินกรอบเพดานการชดเชยราคาก๊าซ LPG ตามมติ กบง. ที่กำหนด ในการรักษาเสถียรภาพราคาก๊าซ LPG ไม่เกิน 7,000 ล้านบาท จึงไม่จำเป็นต้องขยายกรอบเพดานการใช้กองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาเสถียรภาพราคาก๊าซ LPG