เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
’อนุทิน‘ เข้าสภา เดินทักทาย สส.ฝ่ายค้าน
Automotive ’อนุทิน‘ เข้าสภา เดินทักทาย สส.ฝ่ายค้าน
ไฮไลต์เรียกเสียงกรี๊ด…มหกรรมหนังสือสุดคึกคัก
Biz Movement ไฮไลต์เรียกเสียงกรี๊ด…มหกรรมหนังสือสุดคึกคัก
‘iPhone Duo พับได้’ เจอปัญหา! หน้าจอร้าวหลังใช้งานไม่นาน แต่ Apple พร้อมรับมือ
Tech ‘iPhone Duo พับได้’ เจอปัญหา! หน้าจอร้าวหลังใช้งานไม่นาน แต่ Apple พร้อมรับมือ
ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 750 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 750 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,550 บาท
ธอส. เปิดสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี มุ่งลดรายจ่าย ผ่อนเดือนละ 1,200 บาท
Finance ธอส. เปิดสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี มุ่งลดรายจ่าย ผ่อนเดือนละ 1,200 บาท
อนุทิน ชี้ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ มีแต่เรื่องดี-ช่วย ปชช.หลังถูกติงเอื้อทุนใหญ่
Politics อนุทิน ชี้ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ มีแต่เรื่องดี-ช่วย ปชช.หลังถูกติงเอื้อทุนใหญ่
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Microsoft เสนอแพ็กเกจ สมัครใจลาออก คุมต้นทุนรับยุค AI ไป 6 หมื่นคน
Tech Microsoft เสนอแพ็กเกจ สมัครใจลาออก คุมต้นทุนรับยุค AI ไป 6 หมื่นคน
รู้จัก ‘THB Stablecoin’ บาทโทเคน-รับเทรนด์โลก
Tech รู้จัก ‘THB Stablecoin’ บาทโทเคน-รับเทรนด์โลก
ออมสิน จัดสินเชื่อ ‘Solar ภาคประชาชน’ ดอกเบี้ย 2.50% ไม่ต้องมีหลักประกัน หนุนครัวเรือนลดภาระค่าไฟระยะยาว
Finance ออมสิน จัดสินเชื่อ ‘Solar ภาคประชาชน’ ดอกเบี้ย 2.50% ไม่ต้องมีหลักประกัน หนุนครัวเรือนลดภาระค่าไฟระยะยาว
ดูทั้งหมด

BOI ดิ้นแก้เกมสู้เวียดนาม ปั้นแพ็กเกจพิเศษดูดนักลงทุน ปลดล็อกEIA-รื้อใบ’รง.4′

06 ก.ย. 2562 | 11:19น.
BOI ผนึกกระทรวงอุตฯ ดิ้นปรับแพ็กเกจพิเศษดึงนักลงทุนย้ายฐานการผลิตจากสงครามการค้า พร้อมเข็นมาตรการลดขั้นตอนขออนุญาตทั้งใบ รง.4-รายงาน EIA เตรียมเสนอ “สมคิด” หวังสู้มาตรการส่งเสริมการลงทุนของเวียดนามที่ “เหนือกว่า” ไทย ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้ เปิดเจรจาต่อรองรายต่อราย ไปจนถึงมีข้อตกลง FTA-EU ถือเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย

กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เมื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กลับไปทำแพ็กเกจดึงดูดนักลงทุน หรือ Relocation ใหม่เพื่อใช้สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เตรียมย้ายฐานการผลิตอันเนื่องมาจากสงครามการค้าออกจากประเทศจีน ซึ่งมีถึง 36 บริษัทที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกระหว่างประเทศไทย กับกลุ่มประเทศอาเซียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเวียดนาม จนเป็นที่มาให้ BOI ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ “เหนือ” กว่าหรือ “จูงใจ” นักลงทุนมากกว่าที่เวียดนามให้ได้

ลดขั้นตอนกฎหมายสู้เวียดนาม

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังเดินทางไปประเทศเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ว่า จากการประชุมร่วมกับหน่วยงานไทยในเวียดนามถึงความได้เปรียบเสียเปรียบของมาตรการส่งเสริมการลงทุนของทั้ง 2 ประเทศ พบอุตสาหกรรมที่เวียดนามตั้งเป้าที่จะดึงดูดการลงทุนเป็นอุตสาหกรรมประเภทเดียวกับที่ประเทศไทยต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเกษตรยุคใหม่, อุตสาหกรรมชีวภาพ, อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI)ประกอบกับประเทศเวียดนามกำลังพัฒนาประเทศด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต ทำให้เกิดโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานขึ้นมากมาย มีนักลงทุนเข้าไปลงทุนในโครงการเหล่านี้มากเป็นพิเศษทำให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องได้รับประโยชน์ตามไปด้วย

“ผมดูแล้วสิทธิประโยชน์ของไทยที่จะต้องเพิ่มขึ้นก็คือ การลดขั้นตอนการออกใบอนุญาตให้เร็วขึ้น เช่นใบขออนุญาตตั้งโรงงาน หรือใบ รง.4 รวมถึงการขออนุญาตอื่น ๆ และได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)เข้ามาสรุปเรื่องทั้งหมดที่เป็นแนวทางในการทำแผนดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศไทย เสนอต่อนายสมคิดภายใน 2 สัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาลต่อไป” นายสุริยะกล่าว

ส่วนการออกแพ็กเกจ Relocationของ BOI นั้น นายสุริยะกล่าวว่า จะต้องเป็นมาตรการระยะสั้นที่เร่งรัดให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนในประเทศทันที แพ็กเกจควรจะมีอายุเพียง 1 ปี ทั้งนี้ประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร สามารถอำนวยความสะดวกรองรับการค้าการลงทุน แรงงานไทยมีทักษะฝีมือสูง มีความชัดเจนเรื่องกฎหมายต่าง ๆ มากกว่า และต่างชาติมีสิทธิถือครองที่ดินและมาตรการภาษีที่ใช้ได้จริง

ปรับแพ็กเกจดึงนักลงทุนใหม่

ด้านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แม้จะถูกสั่งให้กลับไปทำแพ็กเกจดึงดูดนักลงทุนใหม่ แต่ก็ยังคงยืนยันในหลักการ “ไม่เพิ่มสิทธิประโยชน์” ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญของ BOI ภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฉบับปัจจุบัน โดยนางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการ BOI กล่าวกับ”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แพ็กเกจRelocation ไม่จำเป็นต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการ “ยกเว้น” ภาษีเงินได้นิติบุคคลอีก เพราะปัจจุบันได้รับการยกเว้นภาษีถึง 8 ปี บวกกับการลดหย่อนภาษี 50% อีก 5 ปีรวมเป็น 13 ปี ซึ่งถือว่า “สูงมากแล้ว” และที่สำคัญการยกเว้นภาษีเงินได้ถูกระบุไว้ในกฎหมาย (พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน) ดังนั้น BOI จะไปใช้ลูกเล่นตัวอื่นเข้ามา

“แพ็กเกจใหม่ตอนนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เรายังไม่ได้เสนอนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งแพ็กเกจใหม่ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่กำลังจะย้ายฐานการผลิตมาไทย และที่จะย้ายไปเวียดนามเท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างให้นักลงทุนรายเดิมที่กำลังจะขยายการผลิตสามารถเข้ามาใช้แพ็กเกจนี้ได้ ที่ขณะนี้ BOI มี list รายชื่ออยู่แล้ว” น.ส.ดวงใจกล่าว

สอดคล้องกับนายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการ BOI ซึ่งร่วมคณะไปกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในการเดินทางไปเวียดนาม กล่าวถึงการเพิ่มสิทธิประโยชน์เป็นปัจจัยในการตัดสินใจลงทุนแค่ส่วนเดียว ซึ่งปัจจุบัน BOI ให้การ “ยกเว้น” ภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่ที่ 8 ปี ลดหย่อนภาษี 50% อีก 5 ปีอยู่แล้ว แต่ไทยจะต้องไปกำหนดเงื่อนไขการลงทุนใหม่ เช่น โครงการที่เสนอมาต้องตรงกับอุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็จะผ่อนคลายเรื่องระยะเวลาการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ให้ เป็นต้น

BOI ติดกับดักส่งเสริมลงทุน

ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ติดตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเปรียบเทียบระหว่างของประเทศไทยกับประเทศเวียดนาม พบข้อได้เปรียบเสียเปรียบที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจของนักลงทุนที่กำลังย้ายฐานการผลิตหรือนักลงทุนใหม่มาก โดยเฉพาะมาตรการสำคัญที่สุดอย่างการ “ยกเว้น” ภาษีเงินได้นิติบุคคล เวียดนามให้ยกเว้น 4 ปี บวกลดหย่อนภาษี 50% อีก 9 ปี ขณะที่ไทยให้การยกเว้น 8 ปี บวกลดหย่อน 50% อีก 5 ปี โดยเวียดนามให้การ “ยกเว้น” แตกต่างกันตามประเภทธุรกิจ แต่การลดหย่อนภาษี 50% อีก 5 ปีของไทยนั้นจะให้ได้เฉพาะอุตสาหกรรม S-curve หรืออุตสาหกรรมในกลุ่ม A1 A2 ที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC เท่านั้น

นอกจากนี้ กม.ส่งเสริมการลงทุนของเวียดนามยัง “เปิดกว้าง” กว่า กม.ส่งเสริมการลงทุนของไทย อาทิ เวียดนามสามารถเปิดการเจรจาในการให้สิทธิประโยชน์ในลักษณะ “ต่อรอง” เป็นรายต่อรายได้ ในขณะที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนของไทย “ทำไม่ได้” ยกเว้นการใช้ พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พ.ศ. 2560 ที่ให้สิทธิประโยชน์ “ยกเว้น” ภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกิน 15 ปี แต่ที่ผ่านมาไม่ปรากฏว่า BOI มีการใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้แต่อย่างใด

ที่สำคัญกฎหมายของเวียดนามเปิดกว้างมาก อย่างอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าสูง อะไรก็ได้ที่เวียดนามสามารถให้สิทธิประโยชน์สูงสุดเป็นรายต่อราย แต่ของไทยระบุประเภทกิจการไว้อย่างชัดเจนและเต็มไปด้วยเงื่อนไขจนดิ้นไม่ได้ ที่สำคัญเวียดนามยังให้อำนาจในการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนกับผู้ว่าราชการจังหวัดในส่วนภูมิภาค มีการให้เช่าที่ดินฟรีในท้องถิ่นห่างไกลที่ต้องการพัฒนาความเจริญ ในขณะที่ไทยไม่มีการให้อำนาจท้องถิ่นในการอนุมัติโครงการ แต่มีมาตรการคล้าย ๆ กันนี้ในเขต 3 จว.ชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็ไม่มีบริษัทขนาดใหญ่รายไหนกล้าเข้าไปลงทุนอีก

ไทยไร้ข้อตกลง EU-FTA

อย่างไรก็ตาม นอกจากสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของเวียดนามที่ค่อนข้าง “เหนือกว่า” ไทยแล้ว เวียดนามยังมีข้อได้เปรียบสำคัญมากสำหรับนักลงทุนที่กำลังตัดสินใจที่จะเลือกลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนาม ก็คือ ความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีอียู-เวียดนาม (EVFTA) ที่มีผลบังคับใช้แล้ว กับความตกลงครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) การลงทุนตั้งฐานการผลิตในเวียดนามส่งออกไปยังสหภาพยุโรป และสมาชิก CPTPP จะได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีนำเข้าเป็นรายกลุ่มสินค้า ซึ่งประเทศไทยยังไม่สามารถจัดทำข้อตกลง FTA กับสหภาพยุโรป และยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก CPTPP แต่อย่างใด

ด้านอัตราจ่ายค่าแรง+สวัสดิการของเวียดนามก็ยัง “ต่ำกว่า” ไทยมาก โดยเวียดนามอยู่ระหว่าง 4,679-6,747 บาท/คนเดือน ส่วนของประเทศไทยอยู่ระหว่าง 6,630-8,605 บาท/คน/เดือน ซึ่งแน่นอนว่า ค่าแรงในอัตรานี้ย่อมจูงใจนักลงทุนที่ต้องการแรงงานราคาถูกที่สามารถพัฒนาฝีมือแรงงานได้มากกว่าที่จะมาลงทุนตั้งโรงงานประเภทนี้ในประเทศไทย

ส่วนมาตรการปีแห่งการลงทุนที่ให้ “ยกเว้น” ภาษีเงินได้นิติบุคคลประเภทกิจการในกลุ่ม A1-A2 8 ปี กลุ่ม A35 ปี+ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% อีก 3 ปี ที่เชื่อกันว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนใหม่และนักลงทุนที่กำลังย้ายฐานการผลิตนั้นก็มีเงื่อนไขกำหนดประเภทอุตสาหกรรมอีก และที่สำคัญมาตรการนี้กำลังจะหมดอายุลงในสิ้นปีนี้ โดยไม่รู้ว่าจะมีการต่ออายุอีกหรือไม่

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลยพิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat 

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!