เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

‘โดเรียน’ ถล่ม ‘สหรัฐ-บาฮามาส’ สะเทือน ‘ธุรกิจประกัน-ท่องเที่ยว’

07 ก.ย. 2562 | 18:00น.

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาและหมู่เกาะบาฮามาส ต้องเผชิญกับพายุเฮอริเคน โดเรียน ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 เท่าที่เคยมีมาในมหาสมุทรแอตแลนติก

พายุเฮอริเคนโดเรียนได้พัดถล่มบาฮามาสด้วยกำลังแรงระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับที่รุนแรงสูงสุดที่มีความเร็วสูงถึง 140 ไมล์ต่อชั่วโมง ส่งผลให้พื้นที่ 70% ของบาฮามาสตกอยู่ในภาวะน้ำท่วม ก่อนที่จะพัดเข้าสู่ชายฝั่งของรัฐฟลอริดา เซาท์แคโรไลนา และจอร์เจียของสหรัฐ ส่งผลให้ทางการต้องเร่งอพยพผู้คนกว่าล้านคนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย

ซีเอ็นบีซี รายงานคาดการณ์ความเสียหายจากเฮอริเคนโดเรียน โดยนักวิเคราะห์ของ ยูบีเอส ธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติของสวิตเซอร์แลนด์ ประเมินว่า เฮอริเคนนี้เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความสูญเสียสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 โดยภาคอุตสาหกรรมประกันภัยอาจต้องจ่ายชดเชยความเสียหายสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงมากในความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติต่อภาคอุตสาหกรรมประกันภัยตลอดทั้งปี 2019 รวมประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ยูบีเอสระบุว่า หลังเหตุการณ์เฮอริเคน มาเรีย ในปี 2017 ซึ่งสร้างความเสียหายแก่กลุ่มอุตสาหกรรมประกันภัยมาก แต่ธุรกิจประกันภัยก็ได้รับอานิสงส์จากที่มีผู้เข้ามาซื้อประกันภัยเพิ่มมากขึ้นโดยที่
ไม่ได้เกิดภัยพิบัติใหญ่ ส่งผลให้เงินกองทุนของอุตสาหกรรมประกันภัยเพิ่มสูงขึ้นถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ผลกระทบจากเฮอริเคนโดเรียนในครั้งนี้ทำให้ธุรกิจประกันภัยหลายแห่งตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะทำให้เงินกองทุนตามกฎหมายลดลงจำนวนมาก จากการที่ต้องจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้เอาประกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องทำให้บริษัทประกันภัยต้องปรับค่าเบี้ยประกันภัยขึ้นด้วย

ขณะที่ ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ภาคธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้หลักถึง 60% ของเศรษฐกิจบาฮามาสก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะเกาะทางตอนเหนืออย่างเกาะอะบากอส และเกาะแกรนด์บาฮามา

ริก นิวตัน ผู้ร่วมก่อตั้ง “Resort Capital Partners” บริษัทลงทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ระบุว่า เฮอริเคนโดเรียนที่เข้าพัดถล่มทั้ง 2 เกาะ ทำให้ที่พักอาศัยและอาคารธุรกิจจำนวนมากเสียหายอย่างหนัก

โดยทั้ง 2 เกาะมีโรงแรมราว 2,250 ห้องที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวของทั้ง 2 เกาะอาจต้องใช้เวลายาวนานถึง 1-2 ฤดูกาลจึงจะกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง