พาเหรดหั่น GDP ตอกย้ำ ศก.ขาลง จับตารัฐบาลอัดมาตรการกระตุ้นซ้ำ
สัญญาณ “ขาลง” ชัดเจนมากยิ่งขึ้นสำหรับเศรษฐกิจไทย ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมเมื่อ 25 ก.ย. 62 ได้ปรับลดประมาณการอัตราขยายตัวด้านเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้ลง เหลือเติบโตที่ 2.8% ต่อปี จากเมื่อเดือน มิ.ย. 2562 คาดการณ์ว่าจะโตได้ 3.3% เป็นการปรับลดลงเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อ 19 ธ.ค. 61 ที่ลดลงจาก 4.2% เหลือ 4% ต่อมา 20 มี.ค. 62 ลดเหลือ 3.8% จากนั้น 26 มิ.ย. 62 ลดเหลือ 3.3% และล่าสุดลดเหลือ 2.8% ในรอบนี้
โดย “ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส” ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เลขานุการ กนง. กล่าวว่า กนง.มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากการส่งออกที่ลดลง ซึ่งส่งผลไปสู่อุปสงค์ในประเทศ
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เราได้คำนึงถึงและรวมไว้ในประมาณการแล้ว โดยเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยหนุนการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้ ส่งผลให้เราประเมินว่าจีดีพีปี’62 น่าจะยืนที่ 2.8% ซึ่งหากไม่มีมาตรการรัฐเข้ามาช่วยกระตุ้นเป็นไปได้ว่าจีดีพีอาจโตต่ำกว่าที่เราประมาณการ นอกจากนี้ สงครามการค้าที่คาดเดาได้ยาก เป็นปัจจัยที่กระทบการส่งออกและส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราปรับลดจีดีพีลง” นายทิตนันทิ์กล่าว
ขณะที่ล่าสุดธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ก็ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ เหลือเติบโต 3% จากเดิมคาดการณ์ที่ 3.2%
โดย “เทียม ฮี อึง” เศรษฐกรอาวุโส ประจำ ADB มองว่า ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการส่งออก ซึ่งเป็นผลกระทบที่มาจากสงครามการค้าที่ยังยืดเยื้อ และการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นเวลานาน และปัญหาหนี้ครัวเรือน
ฟาก “กอบสิทธิ์ ศิลปชัย” ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในปลายเดือน ก.ย.นี้ธนาคารจะทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจไทยใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะโต 3.1% ซึ่งเป็นได้ยากแล้ว โดยคงจะต้องปรับลดจีดีพีลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และสงครามการค้าที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลกดดันภาคการส่งออกของไทยให้ชะลอลงเป็นอย่างมาก ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้หดตัวไปแล้ว -2% ซึ่งคงต้องปรับลดเป้าการส่งออกปีนี้ลงด้วย จากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัว หรืออยู่ที่ 0% เป็นติดลบ
“แม้ว่าภาคการบริโภคในประเทศจะดีขึ้น จากมาตรการของรัฐที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เรายังมองว่าเป็นเพียงการประคับประคองมากกว่า เนื่องจากปัจจัยหลัก ๆ ที่เข้ามากดดันเศรษฐกิจไทย เป็นเรื่องของการส่งออกและการท่องเที่ยว ดังนั้น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้น รัฐจึงต้องพิจารณาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่องทางอื่นที่อาจจะมองข้ามไป รวมถึงพิจารณานโยบายทางการคลังแทนการใช้มาตรการทางการเงินที่ค่อนข้างจะขยับได้ยากแล้ว เช่น มาตรการด้านภาษีหลาย ๆ ตัวที่สามารถช่วยเพิ่มกำลังซื้อในประเทศได้ โดยเฉพาะการลดหย่อนภาษีในกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มี 4 ล้านคน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่หากมีกำลังซื้อก็พร้อมที่จะใช้จ่ายทันที” นายกอบสิทธิ์กล่าว
อย่างไรก็ดี ในมุมภาครัฐ “วุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล” รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.ยังคงประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ ว่ายังมีแนวโน้มเติบโตได้ที่ 3% โดยต้องรอดูผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าจะเห็นผลชัดเจนขึ้นในเดือน ต.ค. เนื่องจากชุดมาตรการที่ออกไปนั้น ขณะนี้เพิ่งจะเริ่มต้น อย่างเช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เพิ่งจ่ายเงินเข้าบัตร เป็นต้น ส่วนการส่งออกยังคงชะลอตัว คาดว่าทั้งปีจะหดตัว -0.9%
“กอบศักดิ์ ภูตระกูล” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มองว่า หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ที่ 2.8% ตามที่ ธปท.ประเมินก็ถือว่าไม่ได้แย่ เพราะการส่งออกหดตัวมากกว่าที่คาด รวมถึงการท่องเที่ยวที่ชะลอค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไปคิดและพิจารณาต่อไปว่าจะมีมาตรการออกมาดูแลอย่างไร ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการดูแลเศรษฐกิจอีกหลายด้านที่สามารถทำได้และคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
“รัฐบาลจะดูแลต่อเนื่องและยังมีชุดมาตรการอีกหลายด้านที่สามารถทำได้ ทั้งในด้านการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนต่าง ๆ” นายกอบศักดิ์กล่าว
ด้าน “อุตตม สาวนายน” รมว.คลัง เห็นว่า อาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมามีผลไม่มาก และมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจจะออกมาได้ผลแค่ไหน ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ซึ่งเชื่อว่าหากช่วยกันก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้ ส่วนมาตรการชุดต่อ ๆ ไปต้องรอประเมินผลมาตรการที่ออกไปแล้วก่อน
นอกจากนี้ ขุนคลัง แย้มว่ากรณีมาตรการ ชิม ช้อป ใช้ หากได้รับการตอบรับที่ดีก็อาจจะมีมาตรการต่อเนื่อง
จับสัญญาณแล้ว ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวต่อเนื่อง คงได้เห็นรัฐบาลงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีอีกระลอก