เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
Business JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
News กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
Politics สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
Uncategorized DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
Finance เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
ป.ป.ส.กาง 3 พิรุธ ‘แอร์สาว’ – นักกฎหมายแง้มช่องสู้คดีแต่ยาก
News ป.ป.ส.กาง 3 พิรุธ ‘แอร์สาว’ – นักกฎหมายแง้มช่องสู้คดีแต่ยาก
หุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ค.) ที่ 1,588.23 จุด ลดลง 3.01 จุด (-0.19%) เช้าแตะระดับ 1,600 จุด บ่ายถูกขายทำกำไร
Finance หุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ค.) ที่ 1,588.23 จุด ลดลง 3.01 จุด (-0.19%) เช้าแตะระดับ 1,600 จุด บ่ายถูกขายทำกำไร
‘สีหศักดิ์’ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้เพื่อพัฒนาประเทศ
Politics ‘สีหศักดิ์’ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้เพื่อพัฒนาประเทศ
พิพัฒน์ ลั่น ‘คมนาคม’ ลุยป้องกันน้ำท่วม ประกาศ “ยุคผมไม่รับส่วย”
Politics พิพัฒน์ ลั่น ‘คมนาคม’ ลุยป้องกันน้ำท่วม ประกาศ “ยุคผมไม่รับส่วย”
ดูทั้งหมด

“อภิสิทธิ์” ปิดเทอมการเมือง เล็กเชอร์เศรษฐกิจ เกาะสมรภูมิรัฐธรรมนูญ

12 ต.ค. 2562 | 12:00น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สัมภาษณ์พิเศษ
ปิยะ สารสุวรรณ

ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หายไปจากข่าวการเมืองราว 4 เดือน

บาป 7 ประการคือความเคลื่อนไหวสุดท้าย ก่อนหายที่เขาจะลับหายเข้าไปอยู่ในห้องเล็กเชอร์ ให้กับหลายสถาบันวิชาการ-ธุรกิจชั้นนำทั้งใน-ต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 40 ครั้ง

เป็นการปิดเทอมใหญ่การเมืองครั้งแรกในรอบ 27 ปี

การสนทนาพิเศษ กับ “ประชาชาติธุรกิจ” อภิสิทธิ์-ยังไม่บอกว่าชีวิตการเมืองจะกลับมาเปิดเทอมเมื่อไหร่

บอกนัยแต่เพียงว่าความใส่ใจต่อบ้านเมืองของเขา…ไม่มีวันหยุด

ความท้าทายเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น-ระยะยาว ?

ตอนนี้ความท้าทายทางเศรษฐกิจมีทั้งความท้าทายเรื่องเฉพาะหน้าและเรื่องโครงสร้าง เรื่องเฉพาะหน้าที่จะลุกลามเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง คือ เรื่องสงครามการค้า เศรษฐกิจระหว่างประเทศถูกทำลายลงโดยมหาอำนาจ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

แม้คนจะมองว่าการเกิดสงครามการค้าทำให้เราได้ประโยชน์บ้าง มีการเบี่ยงเบนการค้าและการลงทุนเข้ามา คงยากที่จะชดเชยกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการหดตัวของเศรษฐกิจโดยรวมของโลก โดยที่ปัจจุบันไม่เหมือนในอดีต เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกันทั้งหมด ไม่สามารถหยิบจากที่หนึ่งไปวางอีกที่หนึ่งได้โดยง่าย เมื่อประเทศมหาอำนาจเกิดความขัดแย้งกัน

ภายในสิ้นปีนี้กรณีของเบร็กซิตยังส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งในอียูและอังกฤษเอง และยังมีความไม่แน่นอนทั้งในเรื่องของสงคราม ไม่ใช่สงครามทางการค้า แต่เป็นสงครามจริง ๆ ที่มีความละเอียดอ่อนอยู่ในหลาย ๆ จุด ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง รวมไปถึงกรณีของทรัมป์เอง ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นปัจจัยภายนอกทั้งหมด รวมถึงปัญหาของจีนเอง เช่น การประท้วงในฮ่องกง ทำให้ไม่เอื้อ ซึ่งที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อการส่งออกมากพอสมควร ขณะที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวค่อนข้างชัด

ปัจจัยภายในประเทศเอง กว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะบังคับใช้ต้องล่าช้าออกไปถึงต้นปี’63 และความคุกรุ่นทางการเมืองที่มีอยู่ตลอดเวลา

ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยเฉพาะหน้าทั้งหมดที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ

ขณะที่เศรษฐกิจในเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่หนักกว่า ทั้งปัญหาการลดลงของอัตราการเจริญเติบโตโดยพื้นฐาน ซึ่งเกิดจากการสูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน หรือผลกระทบที่ยืดเยื้อมาจากกำลังซื้อกับหนี้สินครัวเรือนเป็นตัวถ่วง สังคมสูงวัยแบบรวดเร็วในอีกหลายปีข้างหน้า ผลกระทบจากเรื่องแรงงาน และเรื่องอื่นๆ

รวมถึงแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายจากเรื่องสวัสดิการ เรื่องสุขภาพ และเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำ คนส่วนใหญ่ของประเทศยังมีความรู้สึกว่าความเป็นอยู่ไม่ได้ดีขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว และหลายพื้นที่อาจจะแย่ลงในรอบหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งจะทำให้ภาพรวมตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งไม่สะท้อนปัญหาขนาดที่แท้จริง เพราะต้องยอมรับว่า คนที่รวยที่สุด อาจจะ 10 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างมาก ก็ยังคงไปได้ดี ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีอยู่กับกลุ่มนี้เท่านั้น และนโยบายหลายอย่างของรัฐบาลเองที่ออกแบบมาลงไปไม่ถึงคนที่เดือดร้อน

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีเอฟเฟ็กต์บ้างไหม ?

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้ถูกทำให้เป็นระบบที่จะเป็นสวัสดิการที่เชื่อมโยงกับเรื่องระบบภาษี เช่น ระบบภาษีติดลบ negative income tax ยังถูกมองเป็นโครงการแบบประชานิยมมากกว่า มีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์ ไม่มีความชัดเจน จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นบัตรสวัสดิการ และรัฐบาลก็ยังมีโครงการชิมช้อปใช้ มีเงินโน้น เงินนี้ออกมา จึงถูกมองแค่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของประชานิยม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือกระตุ้นให้คนใช้จ่ายเป็นครั้งเป็นคราว มากกว่าที่จะทำให้เขารู้สึกว่ากำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นในปัญหาเฉพาะหน้าและในเชิงโครงสร้าง มันจึงต้องการการแก้ไข การตอบสนองที่ต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นในภาพใหญ่ได้ถึงทิศทาง ซึ่งปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือ สภาพการทำงานของรัฐบาลไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการทำงานของรัฐบาล แต่เป็นลักษณะรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง พรรคแต่ละพรรค ต่างคนต่างทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าควรจะทำ แต่ไม่สามารถสื่อออกมาได้เลยว่า ทิศทางหลัก วิสัยทัศน์ การนำของรัฐบาลจะนำไปสู่ทิศทางไหนและอย่างไร การตอบโจทย์ในปัญหาเฉพาะหน้าก็จะออกมาแบบเป็นโครงการชั่วครู่ชั่วยามและหายไป โดยทำหลายครั้งแล้ว มาแล้วก็หายไป จึงไม่ได้เป็นคำตอบ

ส่วนการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ไม่ได้ถูกการผลักดันไปสู่นโยบายที่รัฐบาลพูดเอง คือ นโยบาย 4.0 อย่างแท้จริง รูปแบบของความพยายามในการดึงดูดการลงทุน ยังเป็นรูปแบบในยุคอุตสาหกรรมทั้งนั้น ไม่ได้เป็นยุคหลังอุตสาหกรรม และกฎระเบียบ บทบาทของราชการ การรวมศูนย์อำนาจ ความหยุมหยิมของระบบราชการ ซึ่งกระทบไปถึงคนต่างชาติที่ทำงานอยู่ เพราะไปเอากฎหมาย (ตม.30) สมัยเก่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาค่อนข้างมาก ทำให้ศักยภาพของเราในการพลิกในเชิงการปรับโครงสร้างไปสู่เศรษฐกิจใหม่จริง ๆ ยังเกิดขึ้นได้น้อย

ช่วงที่ผ่านมาหรือในช่วงนี้ไม่สามารถเรียกว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านเพื่อปรับโครงสร้างได้ ?

คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มองว่าภาพที่ชัดเจนเราจะไปไหน จึงจะมองว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ได้ เพราะไม่รู้จะไปไหน

เป็นเพราะไม่มีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ?

รองสมคิด (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี) เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไหม

ท่านสมคิดบอกว่าไม่เป็น ?

อย่างมองด้านเศรษฐกิจเลย มันไม่มีใครมองเห็นภาวะการนำรัฐบาลแต่เห็นการทำงานของบุคคลเท่านั้น เช่น การห้ามหรือไม่ห้ามการใช้ 3 สารเคมีเกิดขึ้น ไม่ได้เห็นภาวะการนำของรัฐบาล

ไม่เห็นภาพว่าเป็นภารกิจของรัฐบาลในการเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจหรือการลงทุน ?

อ่า ซึ่งบางส่วนก็มีความชอบธรรมในการถูกตั้งคำถาม แต่พอมันสะดุดลง เช่น เรื่องการประมูล ยิ่งทำให้ไม่เกิดความมั่นใจมากขึ้น

ปีหน้าเศรษฐกิจเรียลเซ็กเตอร์ชาวบ้านจะเจอกับอะไร ?

จริง ๆ เขาเดือดร้อนมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ทุกคนค่อนข้างหวั่นเกรงว่า การหดตัวเรื่อย ๆ ของการส่งออก เช่น ตัวเลขการจ้างงานเดือนสิงหาคมลดลง ทำให้กระทบมากขึ้น ๆ ในแง่มันอาจจะน่ากลัวกว่าการเกิดวิกฤตแรง ๆ เพราะเหมือนว่าเศรษฐกิจค่อย ๆ ซึม แต่ดิ่งลงไป จมลงไป

ภารกิจในการกู้คืน ไม่ได้ชัดเจน ไม่มี special task force เพราะภาพวิกฤตเศรษฐกิจไม่ชัดมากพอ ?

ใช่ เพราะทุกคนมองเห็นปัญหาเฉพาะหน้า ทุกคนมีความห่วงใยในตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ แต่ไม่ได้มีแผนที่ชัดว่าจะนำเศรษฐกิจไทยออกจากจุดนี้

จะให้พูดถึงเรื่องนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร ว่าสำเร็จ ไม่สำเร็จ อย่างไร

ผมคิดว่าโครงการประกันรายได้ เป็นนโยบายที่จำเป็นและอยากให้ผนวกนโยบายประกันรายได้กับนโยบายประกันสวัสดิการเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างกึ่งระบบสวัสดิการ กึ่งความมั่นคงของรายได้ให้กับประชากรโดยทั่วไป

ส่วนประกันรายได้ผมคิดว่าอย่างน้อยมาช่วยกำลังซื้อให้กับเกษตรกรที่เดือดร้อนมาหลายปีแล้ว เพียงแต่ว่า เรื่องปาล์มกับเรื่องยางพาราเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยทำ ซึ่งขณะนี้เดินหน้าเต็มที่แล้ว คงต้องจับตาดูว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาไหนบ้าง สิ่งที่มองเห็นค่อนข้างชัดก็คือ ปัญหาความครอบคลุมกับเกษตรกร เช่น เรื่องการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและเรื่องเอกสารสิทธิ์

ขณะเดียวกันลำพังประกันรายได้ไม่พอ เพราะตอนนี้ราคายางพาราและปาล์มค่อนข้างต่ำ ถ้ารัฐบาลไม่เร่งให้มีมาตรการยกระดับราคาขึ้นมา นอกจากเป็นภาระงบประมาณเองแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการทุบราคาของตลาด เพราะอาจจะผลักภาระไปที่รัฐบาล เพราะฉะนั้นจึงต้องเร่งหามาตรการมาช่วยตรงนี้ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าเป็นนโยบายที่จำเป็นและได้ขับเคลื่อนแล้วเป็นเรื่องที่ดี

ทำอย่างไรถึงจะสามารถนำไปสู่การแก้ไขเรื่องกลไกตลาดได้ในที่สุด ?

ใช่ครับ รัฐบาลต้องไม่หยุดเพียงแค่มีประกันรายได้แล้ว และไม่มีมาตรการอื่น ๆ ไม่ได้ ต้องเร่งยกระดับราคาสินค้าตัวพื้นฐานอื่น ๆ ไปด้วยพร้อม ๆ กัน

แนวทางประกันรายได้บวกประกันสวัสดิการเป็นอย่างไร?

ทุกวันนี้เราแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ เฉพาะจุด น้ำท่วมเราก็บอกว่ามีมาตรการเยียวยา ประกันรายได้เกษตรกรได้เงินชดเชย ขณะเดียวกันเราก็บอกว่าคนยากคนจนเอาบัตรสวัสดิการไปนะ ซึ่งเงินที่ออกไปแบบนี้ยังไม่มีการนำไปพิจารณาอย่างจริงๆ ว่า คน 1 คนอาจจะได้รายได้หลายทาง ขณะที่อีก 1 คน อาจจะหลุดหมดเลยทุกทาง เพราะฉะนั้นคนทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจในเรื่อง universal basic income เพราะความไม่แน่นอนและความไม่มั่นคงในการประกอบอาชีพการงาน การประกอบธุรกิจที่มีสูงขึ้นจากโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว จึงจำเป็นต้องเอาทั้งสองเรื่องมาผสมเข้าเดียวกัน และถ้ารู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยนำข้อมูลจากบุคคลต่างๆ มาสร้างเป็นฐานข้อมูล

แต่ถ้าเรายังทำงานในลักษณะกระทรวงใครก็ทำเรื่องนั้น เราก็จะไปถึงตรงนั้นไม่ได้ เพราะประกันรายได้บางอย่างยังต้องอยู่กระทรวงเกษตรฯ บางอย่างต้องอยู่กระทรวงพาณิชย์ บางอย่างยังต้องอยู่กระทรวงอุตสาหกรรม บางอย่างยังต้องอยู่กระทรวงพลังงานอีก

คนเป็นนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจเด็ดขาดในรูปแบบการทำงานรัฐบาลผสม?

สมัยผมผมก็ต้องบอกว่า ผมเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ยิ่งเป็นรัฐบาลผสม ยิ่งต้องอาศัยบารมีของผู้นำรัฐบาลเท่าที่ทำได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไม่ใช่นายกรัฐมนตรียิ่งทำยาก เพราะขณะนี้รองนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนกลาง เนื่องจากมีพรรคอยู่ แต่นายกรัฐมนตรีตอนนี้ ถึงแม้จะบอกว่าเป็นคนกลางก็ไม่เชิง เพราะถูกเสนอชื่อโดยพรรค แต่ต้องพยายามมาขับเคลื่อนให้งานพวกนี้ไปด้วยกัน

ยกตัวอย่างเรื่องการห้ามหรือไม่ห้าม 3 สารเคมีต้องไปวิ่งไล่ถามรัฐมนตรีสาธารณสุข รัฐมนตรีเกษตรฯ รัฐมนตรีอุตสาหกรรม แล้วสุดท้ายเราบอกว่าอำนาจอยู่ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย คำถาม คือ นโยบายของรัฐบาลคืออะไร

ไม่มีรัฐมนตรี หรือฝ่ายนโยบายพูดชัดๆจากทำเนียบ?

ใช่ไหมครับ ก็ Ok ตอนนี้เคลื่อนไปในทิศทางที่ชัดแล้วว่าจะห้าม แต่ความจริงทำไมไม่เริ่มต้นจากรัฐบาลมีนโยบายว่า จะไม่ใช้แล้วนะ ภายในเวลาเท่าไหร่ พอมีนโยบายชัดว่าจะไม่ให้ใช้ ก็ต้องมีคำตอบว่าเปลี่ยนไปใช้อะไร ขณะที่เรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน แต่เราไม่เห็นการทำงานแบบนี้ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เป็นเรื่องที่เฉพาะเรื่องเดียว ยิ่งพูดเรื่องภาพใหญ่ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจจะไปทางไหน ตอนนี้จึงมองไม่เห็นเลย

การเคลื่อนการลงทุนถูกพูดถึงกันเยอะตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว มีเมนูการลงทุนที่ชัดเจน เช่น กระทรวงคมนาคมมีโปรเจ็กต์หลายแสนล้านตามไปป์ไลน์ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล แม้แกนนำ หรือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นคนเดิม แต่คนคุมภารกิจเปลี่ยนไป ทำให้เสมือนนับ 1 ใหม่ ทำให้การลงทุนสะดุดหรือไม่?

ผมไม่ได้มองว่านับ 1 ใหม่นะ เพียงแต่ในบางโครงการที่มีปัญหาในขั้นตอนการประมูลก็ตาม ก็ต้องเร่งให้เกิดความชัดเจนว่าจะไม่ไปกระทบกระเทือนในทิศทางหลัก

แต่ภาพที่ชัดออกมาคือคนที่คุมกระทรวงการลงทุนเหล่านี้ ทำให้เกิดภาพไม่ใช่ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ช้า และมีบางสิ่งบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ เช่น การแยกสัญญาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ความสมเหตุสมผลของการเปลี่ยนแปลงมันไม่เกิด หลังจากนี้ต้องใช้ความลงตัวของการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจหรือไม่?

ผมอยากให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลลดปัญหาอะไรที่ทำให้กระทบกับความเชื่อมั่นในขณะนี้

เหมือนกับว่ารัฐมนตรีที่คุมกระทรวงการลงทุนขณะนี้ถูกฝาถูกตัวมากเกินไป?

ผมจะไม่ไปวิจารณ์ตัวบุคคล ผมต้องการจะบอกเพียงว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจขณะนี้ต้องการความชัดเจน ความเชื่อมั่น ต้องการทิศทางมากกว่าที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ และต้องมีภาวะการนำบางอย่างที่จะสร้างตรงนี้ขึ้นมาได้ เข้าใจดีว่ามันยากเพราะเป็นรัฐบาลผสม เพราะแต่ละคนมีภารกิจ แต่จะเห็นว่าหลายเรื่องเชื่อมโยงกันหมด เช่น นโยบายปาล์ม กระทรวงพลังงานต้องเอาด้วย ต้องมาคุยกันให้ชัด ถ้าแต่ละคนดูแลแต่ในส่วนของตัวเอง มันจะติด ๆ ขัด ๆ เรื่อย ๆ ไป

ขับเคลื่อนไปได้ไม่ทั้งขบวน?

อย่างนโยบายยางพารา กระทรวงคมนาคมจะเอาไปทำถนนแค่ไหน

ถ้าคนยังคิดว่าไม่มีความหวังเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าคนยังมีความหวังในเรื่องการเมือง 1 เรื่อง ว่าด้วยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญพอจะมีความหวังได้หรือไม่ และถ้าจะหวังจะหวังอะไรได้บ้างจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ?

ผมอยากจะเห็นการสนทนาในเรื่องของทิศทางของรัฐธรรมนูญและการยอมรับความจริงจากทุกฝ่าย แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญจะกลายเป็นสมรภูมิความขัดแย้งไปอีกหนึ่งเรื่องเสียแล้ว รัฐบาลแม้จะมีการแถลงนโยบายว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่แกนนำรัฐบาลส่งสัญญาณในมีทิศทางว่าจะไม่แก้อยู่ตลอดเวลา

ส่วนฝ่ายค้านพอขยับก็ไปสร้างความหวาดระแวงว่าจะรื้อถึงกับขั้นกระทบกระเทือนกับหลายสิ่งหลายอย่างที่คนรับไม่ได้ และระแวงต่อไปอีกว่า รื้อแล้วจะได้อะไรเข้ามาทดแทน เพราะฉะนั้นถ้าบรรยากาศเป็นแบบนี้ก็จะกลายเป็นการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าจะได้คำตอบว่า รัฐธรรมนูญที่จะมาปรับปรุงแก้ไขจะไปในทิศทางใดอย่างไร

ผมอยากเห็นการสนทนาที่เกิดจากการเริ่มต้นว่า อะไรบ้างที่เราคิดว่าต้องแก้ อะไรบ้างที่เราต้องไม่ยุ่งกับมัน ไม่แก้เลย อะไรบ้างที่เป็นปัญหาอยู่แต่อาจจะยังไม่มีคำตอบและช่วยกันหาคำตอบว่าเราจะแก้มันอย่างไร เช่น หมวด 1 หมวด 2 หรือบางมาตราต้องไม่แก้ไข หรือพูดให้ชัดว่า รัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้

การตรวจสอบถ่วงดุลต้องมี แต่กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลในปัจจุบันที่อาจจะมีข้อบกพร่อง มีจุดอ่อนอยู่ เช่น องค์กรอิสระ วุฒิสภาที่ปรารถนาควรเป็นอย่างไร ควรต้องมีหรือไม่ในรูปแบบใด อย่างไร ถ้าเริ่มต้นจากการสนทนาแบบนี้มันก็พอจะมีโอกาสที่นำไปสู่การแก้ไข ซึ่งแก้ไขยากอยู่แล้ว โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน แต่ถ้าไม่เริ่มต้นด้วยการสนทนาจะเป็นปมความขัดแย้งต่อไป ไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย

ทางเลือกของรัฐธรรมนูญแบบใดจะเป็นทางออกจากสมรภูมิความขัดแย้ง?

ต้องวางประเด็นลงมา อะไรที่คิดว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องเก็บไว้ อะไรที่คิดว่าในรัฐธรรมนูญมันไม่ใช่คำตอบ อะไรเป็นข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข ต้องมาเริ่มต้นพูดคุยกันแบบนี้ มากกว่ามาชี้นิ้วกล่าวหากัน กินได้กินไม่ได้ แก้ได้แก้ไม่ได้

มีคำตอบตายตัวหรือไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่โครงสร้างอำนาจะเป็นอย่างไร ?

ผมก็มีคำตอบและความเชื่อของผม บางเรื่องก็มีหลายคนที่มีความเห็นไม่ตรงกับผม เพราะฉะนั้นผมก็เข้าใจว่า การไปรีบพูดลงไปในรายละเอียดของสาระมันก็อาจไม่ใช่การเริ่มต้นที่ถูกต้อง แต่ต้องเอาทิศทางใหญ่ ๆ ก่อน เพราะถ้าเราชัดเจนอยู่แล้วว่าประเทศไทยต้องเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว แบ่งแยกไม่ได้ อยู่ในรูปของระบบรัฐสภามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รักษาบทบาทสถาบันหลักที่สืบทอดประเพณีมาอย่างไร แต่ต้องทำให้การเมืองตอบสนองประชาชน มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีลักษณะของการส่งเสริมเรื่องเสรีภาพ มีการเปิดให้โอกาสให้มีบทบาทมากขึ้นที่ไม่ใช่ภาครัฐ การกระจายอำนาจ ซึ่งเราต้องมาตั้งโจทย์แบบนี้ว่าเราจะเคลื่อนกันไปแบบนี้ใช่หรือไม่

การตรวจสอบถ่วงดุลเราจะแก้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาเรามีปัญหาตรงนี้มาโดยตลอด ว่า บางยุคบางสมัยในอดีตตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้เลย กลายเป็นเสียงข้างมากใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่บางยุคบางสมัยกลไกตรวจสอบก็ถูกกล่าวหาเสียเองว่าเข้ามามีส่วนในทางการเมือง มากกว่าเป็นเครื่องมือการตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาแลกเปลี่ยนกัน

บรรยากาศขณะนี้เพียงแตะมาตราเดียวก็เกิดการฟ้องร้องกันไปมา?

เพราะไม่มีความชัดเจนกันตั้งแต่ต้น ซึ่งจะสะสมปมความขัดแย้งไปเรื่อย ๆ

เราไปห้ามคนที่มีความเห็นหรือพูดอะไรแบบนั้นไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลว่าต้องไม่แก้เลย

วิกฤตที่สุดทางการเมืองในปีหน้าคาดการณ์ได้หรือไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรบ้าง?

ผมไม่อยากให้เกิดวิกฤตขึ้นแต่ผมห่วงว่า หนึ่ง ถ้าการเมืองอยู่ในอารมณ์ของความขัดแย้งแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่งมันก็จะรุนแรงขึ้น กับสอง ภาวะเศรษฐกิจหรือความเหลื่อมล้ำ มันจะเป็นตัวป้อนนำไปสู่ความตรึงเครียดในทางสังคม ในทางการเมืองมากขึ้น

ผู้ที่รับผิดชอบจะต้องพยายามคิดไม่ให้ไหลไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร

ระหว่างปัจจัยทางเศรษฐกิจกับปัจจัยทางการเมืองต้องเตรียมตัวตั้งรับอะไรก่อน-หลัง?

ตอบยากครับ เพราะการเมืองบางเรื่องอาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้ เกิดการจุดประกายขึ้นมาได้ แต่เศรษฐกิจพอมันไม่ดี หรือเกิดความเหลื่อมล้ำสูงจะเป็นเหมือนเชื้อที่ติดได้ง่าย และสุมเข้าไปได้ง่าย

ชีวิตช่วงต่อไของอภิสิทธิ์ บทบาทหลังจากนี้ไปเป็นอย่างไร?

พักผ่อน ไปบรรยายให้ที่ต่าง ๆ ไม่ได้พักมานานมาก พักผ่อนส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นปัญหาอยู่ ไม่ว่าจะไปทำอะไรคนก็ไม่ค่อยเชื่อว่าจะหลุดออกจากการเมืองได้ เพราะอายุยังไม่ได้ที่จะบอกว่าหลุดแล้ว

ยังไม่มีบทบาททางการเมือง-ไม่คิดสมัครผู้ว่าฯกทม. แต่ยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี?

อันนั้นมันเป็นโดยรัฐธรรมนูญ เป็นแล้วก็ต้องรอเลือกตั้งครั้งต่อไป มันถึงจะลบหายไป ตอนนี้ก็มีบรรยายอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง

ไปเป็นปัญญาชนนักเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภา?

ไม่ขนาดนั้น เพราะผมเคลื่อนไหวอิสระอย่างนั้นไม่ได้เพราะผมยังเป็นสมาชิกพรรค คนก็ไม่ได้มองว่าเป็นกลาง

บทจะไปถึงขนาดนั้นหรือไม่?

ยังไม่ได้คิด และยังไม่เห็นความจำเป็นต้องคิดและวางแผนถึงขนาดนั้น

เป็นอิสระถึงการกลับไปมีตำแหน่งทางการเมืองมาก เป็นอิสระจากความคิดนั้นไปแล้ว?

ผมไม่ได้ยึดติดว่าจะเป็นอะไร จะไม่เป็นอะไร ใช้เวลานี้ถอยออกมา อะไรที่เกี่ยวข้องมานานก็ยังสนใจติดตามดู เพื่อนฝูงก็ยังติดต่ออยู่ตลอดเวลา ยังอยู่ในสภาพนี้อยู่

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ส่งใครเป็นผู้ว่าฯกทม. แล้วให้ไปช่วย?

ผมเป็นสมาชิกพรรค ผมก็มีหน้าที่สนับสนุน แต่จะสนับสนุนในรูปแบบไหนที่จะเหมาะสมก็แล้วแต่คนที่เขาลงด้วย

ไฟในการทำงานการเมืองลดลงไป?

ไฟไม่ลดลงหรอก เราต้องดูภาวะของสังคม เราพยายามนำเสนอบางสิ่งบางอย่าง สังคมก็บอกยังไม่ใช่สำหรับเขา เราก็โอเค เราก็ให้โอกาสที่เขาอยู่ในภาวะวันนี้ทำกันไป แต่จะบอกว่าไม่กลับไปเด็ดขาดก็ไม่กล้าพูด แต่ถ้าจะบอกว่าจะกลับไปแน่ ๆ ก็ไม่พูดอยู่แล้ว เพราะยังไม่มีความจำเป็นต้องกลับไป

ไม่กลับในช่วงนี้?

ในช่วงไหนก็ตาม แต่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ถ้าไม่กลับไปก็ผลักดันเองในเชิงความคิดในรูปแบบอื่น

ถือเป็นช่วงจังหวะชีวิตที่ดี?

ดี ดีมาก เพราะอยู่ในการเมืองต่อเนื่องมาก 27 ปี แบกความรับผิดชอบในฐานะนักการเมืองมา 14 ปี และเป็นพรรคที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทุกคนมีเสรีภาพสูง พอได้หยุด ได้พักบ้าง ชีวิตก็มีความสุข ไปไหนก็มีแต่คนบอกว่าหน้าตาสดใสขึ้น แล้วไม่เคยเจอปัญหาว่า เคยเป็นอะไรแล้วไม่ได้เป็นหงุดหงิดอยู่ไม่ได้ ไม่มี

เป็นช่วงเวลาที่ได้พูดอะไรที่ สร้างสรรค์ ?

เพราะไม่ต้องไปแบกตรงนั้นอยู่

ฤดูกาลการเมืองของอาจารย์จะปิดเทอมไปยาวนานแค่ไหน?

ผมไม่ทราบ ไม่ได้คิด ยังไม่มีโรดแมปของตัวเอง

ออกจากพรรคมา 2 เดือน ได้พัก นานไหม?

ผมก็ไม่ได้อยู่เฉย ยังติดตามข่าวสาร แต่ไม่ต้องแบก

ยังภักดีกับประชาธิปัตย์พรรคเดียว-จะตั้งพรรคใหม่หรือไม่?

ผมยังไม่มีความคิดตั้งพรรคใหม่