เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดวงรายสัปดาห์ 26 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 26 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2569
“พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
Politics “พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
News จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
Politics ‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
“จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
HR “จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Politics ‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
Tech Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
Economic ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
Economic เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
Economic ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
ดูทั้งหมด

“ธนาธร” ยันขายหุ้นสำเร็จในวันที่ 8 ม.ค. ไม่เคยเหยียบอีก ลั่น ฟ้อง กกต.ถ้าคสช.หมดอำนาจ

18 ต.ค. 2562 | 14:50น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 ตุลาคม 2562 ตุลาการรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยความเป็น ส.ส. ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากถือหุ้นสื่อบริษัทวี-ลัค มีเดีย เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.หรือไม่

โดยศาลเริ่มต้นอธิบายถึงการไต่สวนพยานทั้ง 10 ปาก ว่า ต้องการทราบว่าการโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย ของนายธนาธรให้กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มารดา) เกิดขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 ตามที่นายธนาธรอ้างเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้หรือไม่ โดยพยานทั้ง 10 ปาก เป็นทั้งพยานที่รู้เห็นคือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ กับพยานที่เกี่ยวข้องคือพยานที่จะไปดำเนินการต่อหลังการโอนหุ้น

จากนั้นศาลได้เบิกตัวนายธนาธร ขึ้นเป็นพยานปากแรก โดยศาลได้ซักในเรื่องของการเปลี่ยนชื่อบริษัท การประกอบธุรกิจสื่อของบริษัทวี-ลัค มีเดีย และถ้าจะเลิกบริษัทต้องไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานหรือไม่

นายธนาธรชี้แจงว่า มีการโอนหุ้น 675,000 หุ้น ให้กับนางสมพรวันที่ 8 มกราคม 2562 โดยก่อนจะชื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย เคยใช้ชื่อบริษัทโซอิด ส่วนจะถือว่าบริษัทประกอบกิจการสื่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตีความ แต่ยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปบริหารหรือทำธุรกรรมใดๆ ในบริษัท เป็นเพียงผู้ถือหุ้น และหลังจดทะเบียนตั้งบริษัทแล้ว การดำเนินธุรกิจซึ่งต้องอนุญาตตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ ก็เป็นเรื่องที่กรรมการบริหารจะจัดการ ตนไม่เคยเข้าไปรู้เห็นเกี่ยวข้องเลย

ทั้งนี้ ตนเพิ่งเข้ามาในระหว่างทางคือช่วง 4-5 ปีหลัง เนื่องจากหลังแต่งงาน มารดาอยากให้ลูกหลานและสะใภ้มีงานทำ โดยนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยาของตน ซึ่งเคยลาออกจากงานในธนาคารมาเลี้ยงลูก เมื่อลูกเติบโตขึ้นทำให้ภรรยาของตนว่างงาน นางสมพรจึงชวนให้เข้ามาบริหารบริษัทวี-ลัคมีเดีย จึงเป็นที่มาของการซื้อหุ้น ส่วนหลังเลิกกิจการวี-ลัคมีเดียแล้วต้องไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์นั้น ตนไม่ทราบหลักการ และไม่เคยยุ่งกับกิจการบริษัทนี้

จากนั้น ศาลซักถามถึงเหตุผลในการกำหนดให้วันที่ 8 มกราคม 2562 เป็นวันโอนหุ้นทั้งที่ในวันดังกล่าวมีภารกิจหาเสียงใน จ.บุรีรัมย์

นายธนาธรกล่าวว่า วันดังกล่าวไม่ใช่เป็นวันพิเศษอะไร ครอบครัวของตนมีบริษัทจำนวนมาก พอสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง จึงลาออกจากทุกตำแหน่งในภาคธุรกิจ เริ่มต้นตั้งแต่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561
ทั้งนี้ขอยืนยันว่าจำไม่ได้จริงๆ ว่ามีตารางนัดลงพื้นที่หาเสียงก่อน หรือนัดเซ็นโอนหุ้นก่อน แต่ตนมีปฏิทินการทำงานว่าช่วงใดจะลงพื้นที่ภาคใด และโดยปกติตนสามารถทำงาน 2 อย่างได้ภายในวันเดียวกัน ตอนทำงานในภาคธุรกิจทำงานหนักกว่านี้ ดีกว่านี้

ในการเดินทางไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ แล้วต้องกลับมาเซ็นโอนหุ้นที่กรุงเทพฯ เดิมตนวางแผนจะนั่งเครื่องกลับจาก จ.อุบลราชธานี แต่เวลาที่ใช้ในการเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ไป จ.อุบลราชธานี ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง เมื่อรวมกับเวลานั่งเครื่องบิน จึงเห็นว่าใช้ ไม่ต่างจากการขับรถกลับบ้านโดยตรง อีกทั้งตนเป็นคนที่หลับง่ายในรถยนต์ เมื่อขึ้นรถแล้วหลับเลย หากต้องขึ้นเครื่องบินจะต้องพบเจอและทักทายผู้คน มีคนขอถ่ายรูปจำนวนมาก อาจทำให้ไม่ได้พักผ่อน และไม่เป็นส่วนตัว ตนจึงยอมนั่งรถดีกว่า

โดยออกจาก จ.บุรีรัมย์ ในเวลา 11.00 น. และนั่งรถยนต์มากับนายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถเพียง 2 คน ไม่มีพยานอื่นๆ เดินทางกลับมาด้วย โดยตนหลับมาตลอดทาง ระหว่างการเดินทางไม่ได้โทรศัพท์พูดคุยหรือติดต่อกับใครเลย เพราะได้นัดหมายกับทนายความไว้แล้วในเวลา 17.00 น. ทั้งนี้ ระหว่างที่อยู่ใน จ.บุรีรัมย์ได้ใช้โทรศัพท์คุยกับใครบ้างหรือไม่นั้น ตนจำไม่ได้

นายธนาธรยอมรับว่า ระหว่างการเดินทางมีข้อเท็จจริง 2 จุด คือ รถยนต์ฮุนได หมายเลขทะเบียน 8839 ถูกจับความเร็วที่นางรอง และ อ.คลองหลวง ก่อนจะถึงบ้านพักเลคไซด์วิลล่า ซึ่งเป็นจุดนัดทำสัญญาโอนหุ้นวีลัคมีเดีย ในเวลา 16.00 น.

เมื่อตนกลับถึงบ้านก่อนเวลานัด จึงได้ไปทักทายภรรยาและทนายความ รอจนถึงเวลานัด 17.00 น. เมื่อนางสมพร นางลาวัลย์ จันทร์เกษม นางกานต์ฐิตา อ่วมขำ และนายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ เดินทางมาถึงแล้ว จึงเซ็นโอนหุ้น โดยตนรับรู้เฉพาะส่วนของการเซ็นโอนหุ้นเท่านั้น ตัวพยานไม่แน่ใจว่าแม่หรือทนายความเป็นผู้สั่งการให้ดำเนินการ หลังจากการเซ็นโอนหุ้นยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอีกเลยจนสมัครรับเลือกตั้ง
ต่อมาศาลซักถามถึงเงินที่ได้รับจากการโอนขายหุ้นวี-ลัค มีเดียว่า มีการนำเช็คกว่า 6 ล้านบาทไปขึ้นเงินอย่างไร นายธนาธร กล่าวว่า จำไม่ได้แม้จะเป็นเช็คที่มีมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเช็คใบไหน เซ็นวันไหน เรื่องการจัดการเงินทองๆ มอบหมายให้ภรรยาเป็นผู้เก็บเช็ค ดังนั้น ไม่เคยจับต้อง ไม่ได้เป็นคนจัดการการเงินของครอบครัว ไปสัมมนาเงินก็ให้ภรรยา ไม่เคยถือแม้แต่สมุดบัญชีของตนด้วยซ้ำไป

ส่วนประเด็นที่ถูกซักถามว่าเหตุใดโอนขายหุ้นในเดือนมกราคม แล้วเหตุใดจึงนำเช็คไปขึ้นเงินในเดือนพฤษภาคมนั้น ตนไม่เคยถามและไม่เคยรู้ อาจเป็นเพราะครอบครัวของตนไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน บางทีเช็คก็ติดเสื้อส่งไปซักแห้งก็ส่งกลับมา เรื่องการนำเช็คไปขึ้นเงินช้า เป็นเรื่องที่ภรรยาจะไปจัดการ

ต่อมาศาลซักถามว่า ขณะที่ได้รับหุ้นวีลัค-มีเดีย 675,000 หุ้นในปี 51 ซื้อมาหรือได้มาโดยเสน่หา นายธนาธร กล่าวว่า ตนซื้อมาในราคาพาร์ แต่จำไม่ได้ว่าซื้อจากใคร อาจะเป็นการซื้อหุ้นจากนางสมพร และจำไม่ได้ว่าหลังซื้อหุ้นมาแล้วได้ไปจดแจ้งไปที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหรือไม่ ส่วนการนัดโอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 นั้น มีการนัดหมายล่วงหน้านานเท่าไร ตนจำไม่ได้ โดยเมื่อตัดสินใจเข้าทำงานทางการเมืองในช่วงปลายปี 2560 ตนได้ลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้นปี 2561 ในเดือนมกราคม 2562 ยังไม่มีใครรู้ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นวันไหน โดย พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ประกาศในช่วงปลายเดือนมกราคม ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมวันไหนเราก็นัดวันนั้น เนื่องจากครอบครัวของตนมีกิจการหลายบริษัท ในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2562 ได้ทยอยก็ทำมาเรื่อยๆ วันที่ 8 มกราคม 2562 จึงไม่ใช่วันสำคัญอะไร เพราะทำมาอย่างต่อเนื่อง

ธุรกรรมสุดท้ายคือเดือนเมษายน ตนไม่ได้โอนเฉพาะหุ้นวี-ลัค มีเดีย เพราะมีหุ้นอยู่ 30 บริษัท ตนทำธุรกิจมา 20 ปี ซื้อขายหุ้นไทยและต่างชาติเป็นร้อยๆ ครั้ง ไม่มีครั้งใดที่ตนไปกระทรวงพาณิชย์ด้วยตนเอง แม้แต่เอกสาร บอจ.5 ถ้าไม่เกิดกรณีนี้ตนก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร เมื่อเซ็นจบคือจบ ที่เหลือเป็นเรื่องของธุรการของบริษัท สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นหลังเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น ตนก็ไม่เคยดูเพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ธุรการ ตนไม่เคยแม้แต่ถือกลับบ้าน

จากนั้นฝ่าย กกต.ผู้ร้องได้ซักถามถึงนางลาวัลย์และนางกานต์ฐิตา ซึ่งร่วมเป็นพยานในเอกสารโอนหุ้น ว่าเป็นพนักงานของบริษัทไทยซัมมิทมานานกว่า 10 ปีใช่หรือไม่

นายธนาธร กล่าวว่า ทั้ง 2 คนไม่ใช่พนักงานของ บ.วีลัค-มีเดีย เพราะได้ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 61 แต่พยานทั้ง 2 คนดังกล่าว เป็นพนักงานในเครือ บ.ไทยซัมมิท ยืนยันว่า ตนไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของ บ.วีลัค-มีเดีย และไม่ส่วนที่ให้บุคคลทั้ง 2 รายนี้มาเซ็นเป็นพยานคงเป็นเพราะนางสมพรเป็นผู้ดำเนินการจัดการ

เมื่อถูกซักถามย้ำไปมาถึงพยานทั้ง 2 ราย นายธนาธรยอมรับว่า รู้จักพยานทั้ง 2 รายนี้ เพราะทำงานไทยซัมมิทมานาน 10 ปี สาเหตุที่ให้มาเป็นพยานเพราะรู้จัก หรือจะให้ผมเชิญคุณ ซึ่งผมไม่รู้จักมาเป็นพยาน
นอกจากนี้ นายธนาธรยังยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารของบ.วีลัค-มีเดีย เพราะตกลงกับภรรยาว่า ชีวิตครอบครัวกับหน้าที่การงานไม่ควรยุ่งเกี่ยวกัน สามีภรรยาที่ทำงานด้วยกันทะเลาะกันจะมีปัญหาครอบครัว ดังนั้นคนที่ บ.ไทยซัมมิทจะไม่เคยเห็นภรรยาของตนเข้าไปบริหาร เช่นเดียวกับพนักงานบ.วีลัค-มีเดีย ก็จะไม่เคยเห็นตนเข้าไปบริหาร

นายธนาธรยังชี้แจงด้วยว่า แม้จะมีการหารือกับผู้ถือหุ้นเตรียมเลิกกิจการและเตรียมเลิกจ้างพนักงานวีลัค-มีเดีย แต่ยังทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ผลิตนิตยสารจิ๊บจิ๊บกับสายการบินนกแอร์ เนื่องจากเป็นสัญญาจ้างผลิตที่ทำกันไว้ล่วงหน้า ส่วนประเด็นที่กิจการขาดทุนมีหนี้ค้างชำระ 10 ล้านบาท แต่ยังมีการโอนขายหุ้นไปมานั้น ตนไม่ทราบ และไม่เคยยุ่งเกี่ยว ภารกิจจบ และไม่ได้ไปเหยียบบริษัท ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.62

เมื่อถูกซักถามถึงบัญชีเอกสารที่อ้างส่งศาล ซึ่งไม่มีงบการเงินบริษัทวี-ลัค มีเดีย นายธนาธร ตอบอย่างมีอารมณ์ว่า จำไม่ได้ เพราะเอกสารเยอะมาก และไม่เห็นว่าการส่งหรือไม่ส่งจะเป็นสาระสำคัญในคดี เช่นเดียวกับเอกสารโอนหุ้นซึ่งติดอากรแสตมป์ ลงวันที่ 8 ม.ค.62 ก็เป็นเรื่องข้อกฎหมายที่ตนไม่ทราบเช่นกัน และในวันดังกล่าวที่มีการเดินทางไปปราศรัยที่ จ.บุรีรัมย์ ตนจำไม่ได้ว่าเดินทางออกจากจุดใด อาจไปนอนค้างที่จ.บุรีรัมย์ หากศาลต้องการหลักฐานก็สามารถไปตรวจสอบเพื่อนำมายืนยันได้ เหตุที่จำไม่ได้เพราะศาลอาจไม่ได้เดินทางบ่อยเท่าผม เพราะวันหนึ่งปราศรัย 7 เวที บางวันไป 5 จังหวัด ติดกันทุกเดือน 3-4 เดือน จึงจำไม่ได้จริงๆ

เมื่อถูกซักถามว่าเหตุใดจึงไม่อ้างนายชัยสิทธิ์ คนขับรถเป็นพยานบุคคล ในชั้นการชี้แจงกับ กกต. นายธนาธร กล่าวว่า ตนไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไร ประเด็นบุรีรัมย์มากรุงเทพ เกิดขึ้นเพราะตนตอบคำถามนักข่าวผิดเพียงครั้งเดียว จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เรามีทั้งใบสั่งและ easy pass เวลาสัมพันธ์กันหมดทุกช่วงเวลา แต่คนที่จะจัดการว่าใครควรเป็นพยานคือทนายความ 41 ปี

“ในชีวิตผม นี่เป็นครั้งแรกที่เข้ามานั่งหน้าบัลลังก์ ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีคดีเลย” นายธนาธร กล่าว
เมื่อถูกถามย้ำถึงการจดแจ้งเลิกกิจการ บ.วี-ลัค มีเดีย อย่างเป็นทางการ นายธนาธร กล่าวอย่างมีอารมณ์อีกครั้งว่า “จะต้องให้ตอบอีกกี่ครั้งว่าจำไม่ได้”

ต่อมาทนายความของนายธนาธรได้ซักถามเพื่อให้นายธนาธรชี้ให้ศาลเห็นว่ากระบวนการไต่สวนของ กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยนายธนาธร กล่าวว่า กกต.มีเอกสารมาถึงตนและนางสมพร เรียกไปให้ถ้อยคำตอนเช้า แต่หนังสือเรียกส่งมาถึงบ้านในช่วงบ่าย ตนไม่มีไทม์แมชชีน ถ้ากระบวนการสอบสวนไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ศาลก็ไม่ควรพิจารณาคดีนี้ และอยากให้ศาลพิจารณาว่า ขณะที่กกต.ยื่นคำร้องต่อศาล อนุกรรมการไต่สวนของกกต.ยังสอบสวนไม่เสร็จ สิทธิของตนในเรื่องนี้ควรได้รับการพิทักษ์ และตนขอสงวนสิทธิถ้า คสช.หมดอำนาจ ตนจะดำเนินคดี กกต.

“ผมตั้งใจอย่างจริงจัง ว่าอยากทำการเมืองโดยไม่มีข้อผลประโยชน์เหมือนกับที่คุณทักษิณ ชินวัตร โดนมาก่อน เพราะผมไม่ได้ตั้งใจมานั่งที่นี่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว อยากผลักดันประเทศชาติให้กลับคืนสู่ประชาธิปไตย ให้มีนิติรัฐนิติธรรม ดังนั้น เป็นความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่เอาตัวเองออกจากการเมือง ถ้าวันนี้ตัดสินเป็นคุณกับผมจะดำเนินการ blind trust ต่อทันที ให้บุคคลที่ 3 จัดการทรัพย์สินผม อย่างที่สัญญากับประชาชนไว้ การเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผมไม่ใช่คุณทักษิณ เพื่อที่จะเอาผลประโยชน์บริวารห้อมล้อม อยากเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะสังคมนี้ ถ้าสังคม เดินต่อไปไม่ได้ “ นายธนาธรกล่าว