พาณิชย์! เสนอ ครม. 11 ธค. นี้ เคาะประกันรายได้ข้าวโพด พร้อมมาตรการคู่ขนานดูแลราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 ธันวาคม 2563 นี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอโครงการประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาขอความเห็นชอบในการเดินหน้าโครงการ
ทั้งนี้ หากที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบ เชื่อว่าจะสามารถจ่ายส่วนต่างให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวดพดได้ในวันที่ 20 ธันวาคม 2562 นี้ สำหรับราคาประกันข้าวโพดอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ความชื้นไม่เกิน 14.5% ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ปลูกตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมที่จะเสนอมาตรการดูแลข้าวเปลือกนาปี เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกด้วย โดยจะเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องการดูแลต้นทุน การปรับปรุงคุณภาพข้าว และมาตรการชะลอการขายข้าว โดยเฉพาะในช่วยที่ข้าวออกเยอะเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาตลาด โดยเสนอให้ให้กับเกษตรกรที่จะชะลอขายข้าวโดยเก็บรักษาข้าวไว้ 1-5 เดือน จะมีเงินช่วยเหลือ 1,500 บาทต่อตัน
ซึ่งเป็นงบประมาณจาก คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตกร (คชก.) นอกจากนี้ หากเกษตรกรต้องการขอสินเชื้อโดยนำข้าวเป็นหลักประกันสามารถขอสินเชื่อได้ที่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้ 80% ของราคาข้าวในเวลานั้น โดยไม่มาภาระดอกเบี้ย
สถาบันเกษตร สหกรณ์การเกษตร ชะลอขายข้าวเก็บรักษาข้าว 1-5 เดือน ช่วยเหลือตันละ 1,500 บาท โดยให้สถาบันเกษตร สหกรณ์การเกษตร ได้ 1,000 บาทต่อตัน เกษตรกรได้ 500 บาทต่อตัน โรงสี ชะลอขายข้าวและรับซื้อเพื่อเก็บไว้ 2-6 เดือน รัฐบาลช่วยดอกเบี้ยเงินกู้ 3% ปัจจุบันปริมาณข้าวที่เหลือเก็บเกี่ยวมีปริมาณไม่มากแล้วเหลือเพียง 30% ที่รอการเก็บเกี่ยว และส่วนใหญ่มีการเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว
ส่วนโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด คาดว่าจะสามารถจ่ายเงินส่วนต่างได้ครบถ้วนภายในสิ้นปี 2562 นี้ โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน
นอกจากนี้ โครงการประกันรายได้ข้าวเปลือก ในงวดถัดไปจะเพิ่มชนิดข้าวเข้ามาในโครงการ ประกอบด้วยคือ ข้าวหอมมะลิ และข้าวหอมนอกพื้นที่ ซึ่งเดิมไม่มีในโครงการประกันรายได้ในงวดแรก เนื่องจากราคาข้าวสูงกว่าราคาประกัน ส่วนข้าวเหนียวปัจจุบันยังพบว่าราคาสูงว่าราคาประกัน ดังนั้น จึงยังไม่เข้าโครงการประกันรายได้ คาดว่าเกษตรกรจะได้รับเงินส่วนต่างสำหรับข้าวหอมมะลิ ตันละประมาณกว่า 500 บาท
ส่วนข้าวหอมนอกพื้นที่ตันละกว่า 400 บาท สำหรับยางพารา ขณะนี้ ได้ปรับการตรวจสอบการปลูกยางพารา โดยให้เกษตรกรที่ปลูกเข้ามายืนยันว่าผลิตยางพาราชนิดใดบ้าง และให้ผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนันของพื้นที่รับรอง และจัดส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลต่อไปเพื่อเข้าสู่โครงการประกันรายได้ยาพารา เชื่อว่าจะเร่งจ่ายเงินส่วนต่างในโครงการได้รวดเร็วขึ้น