เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ชี้เทรนด์เศรษฐกิจ “ปีชวด” “โอกาส” ยังมี…แม้จีดีพีโตต่ำ

18 ธ.ค. 2562 | 16:01น.

อีกไม่กี่วันจะก้าวเข้าสู่ปีใหม่ปี 2020 (พ.ศ. 2563) แล้ว ใคร ๆ ต่างก็อยากรู้ว่าภาวะเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร โดย “ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้บรรยายพิเศษ “Thailand 2020 Economic Outlook” ในงานสัมมนา “เชียงใหม่ 2020 #เปลี่ยน ก่อนถูกเปลี่ยน” ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

เศรษฐกิจโลกกระทบไทยแต่ยังไม่วิกฤต

“ดร.อมรเทพ” ฉายภาพว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเปิด และเศรษฐกิจมีขนาดเล็ก ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในภาคต่างประเทศย่อมมีผลกระทบมาถึงในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน หรือการที่นักท่องเที่ยวจีนไม่มาเที่ยวไทยในช่วงหนึ่ง โดยที่ผ่านมามักได้ยินเสียงบ่นกันบ่อยครั้งว่าเศรษฐกิจไม่ดี “ปีนี้เผาจริง ปีหน้าเผาหลอก” ซึ่งปีหน้า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะโต 2% ส่วนจีนก็อาจจะโตต่ำกว่า 6% ซึ่งเป็นไปได้ทั้งหมด แต่ก็แค่โตช้าลง ไม่ใช่เกิดวิกฤต จึงไม่น่ากังวล อย่างไรก็ดี สงครามการค้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่หนีไม่พ้น เพราะไทยส่งออกไปสหรัฐกับส่งออกไปจีนเป็นอันดับต้น ๆ โดยสงครามการค้าจะยืดเยื้อไม่จบง่าย ๆ เพราะเป็นเรื่องที่อเมริกันพยายามกดไม่ให้จีนโตเร็ว

“อยากให้มองว่าเป็นสงครามจิตวิทยาที่พยายามกีดกันจีนไม่ให้เติบโต แต่จีนก็มีช่องทาง สุดท้ายอาจจะแผ่มาทางภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นก็ได้ วันนี้ถ้าใครมีคู่ค้ากับจีน หรือยังไม่มีก็ต้องพยายามหาพันธมิตรให้ได้ ผมมองจีนในแง่บวกเพราะมีการปรับตัว มีการกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาล ดังนั้น ในสงครามการค้าจีนก็มีไพ่ในมือ วันนี้สหรัฐก็ไม่สามารถล้มจีนได้ ดังนั้น จีนก็ยังโตต่อไป เพียงแต่ไม่ได้โตเร็วเหมือนในอดีตเท่านั้นเอง การทำการค้ากับจีนก็ยังไปได้”

สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้ “ดร.อมรเทพ” กล่าวว่า คาดว่าจะโตที่ 2.4% โดยในไตรมาส 3 ยังมีส่วนที่ขับเคลื่อนได้ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสันทนาการ เครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ รวม ๆ แล้วก็คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวยังเติบโตได้ แต่หากเกี่ยวกับกำลังซื้อในประเทศ อย่างเช่น รถยนต์ เริ่มสะท้อนว่ากำลังซื้อไม่ได้โต ความเชื่อมั่นไม่ได้สูงเหมือนในอดีต ยอดขายก็อาจจะแผ่ว ดังนั้น ถือว่ายังมีโอกาส สิ่งสำคัญคือ ต้องหาตลาด หากำลังซื้อให้เจอ

ส่วนในมุมต้นทุนของธุรกิจปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยไป 2 ครั้ง ปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% ถือว่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่สภาพคล่องยังล้น ซึ่งต้องดูว่าจะเอื้อให้เกิดการลงทุน การดำเนินธุรกิจ หรือกู้ยืมเงินให้เกิดการบริโภคได้แค่ไหน แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ผ่อนคลายมากขึ้น

ชี้เทรนด์ “ค่าเงินบาท-ดอกเบี้ย

ทั้งนี้ มองไปปีหน้ามีความเป็นไปได้ว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ย หากคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าโตช้า โตต่ำกว่าที่คาด อย่างไรก็ดี ธปท.ก็กังวลว่าถ้าดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ก็จะเกิดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ก็จะเกิดปัญหาเสถียรภาพการเงินตามมา จึงต้องมองหลายมิติ

“ผมเชื่อว่าปีหน้า น่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25% แล้วก็ใช้เครื่องมืออื่น ๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก เชื่อว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตครั้งเดียวเงินบาทก็หลุด 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้แล้ว”

ทั้งนี้ค่าเงินบาทปีหน้า ไม่น่าจะเห็นการแข็งค่าขึ้น 7-8% เหมือนที่ผ่านมา โดยน่าจะแข็งขึ้นเพียงเล็กน้อย เพราะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี ต้องระวังในไตรมาสแรกมีโอกาสแข็งค่าหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีความเป็นไปได้ที่ 29.7 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนปลายปีน่าจะอยู่ที่ 29.5 บาทต่อดอลลาร์

หนุนรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีหน้า “ดร.อมรเทพ” กล่าวว่า ในการประชุม กนง.น่าจะเห็น ธปท.ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีหน้าลง ขณะที่ทางซีไอเอ็มบี ไทยคาดการณ์ว่าจะเติบโต 2.7% ต่อปี จากเดิมคาดโต 2.8% แต่ก็ดีขึ้นเล็กน้อยจากปีนี้ โดยการส่งออกน่าจะพลิกเป็นบวกได้ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ส่วนการลงทุนภาคเอกชนน่าจะฟื้นได้ในครึ่งหลังของปี และภาพรวมเศรษฐกิจปีหน้าคาดว่าจะเติบโตดีขึ้นค่อนข้างมากในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ดี ปัจจัยบวกอยู่ที่การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่ยังต่ำ ดังนั้น รัฐบาลยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก โดยงบประมาณจะผ่านสภาในเดือน ม.ค. หลังจากนั้น ก็น่าจะเห็นการลงทุน การกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา ขณะที่ภาคเกษตรของไทยที่อ่อนแอมาหลายปีแล้ว แต่อย่างน้อยก็มีการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรก็น่าจะประคองไปได้

“เศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ เนื่องจากเน้นการส่งออกสูง ขณะที่การลงทุนลดสัดส่วนลงเรื่อย ๆ เทียบกับจีนที่หันมาพึ่งเศรษฐกิจในประเทศ พึ่งการลงทุนมากขึ้น จึงเป็นโจทย์ที่ต้องคิดว่า เริ่มเห็นการลงทุนเกิดขึ้นหรือยัง อย่างในภาคตะวันออกเริ่มเห็นการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ผมไปสำรวจมาก็เริ่มเห็นบริษัทต่าง ๆ เริ่มลงทุน แต่ก็ไม่เหมือนเดิมเพราะหันไปใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น แล้วก็เริ่มเห็นการย้ายฐานของจีนมาลงทุนในไทยมากขึ้น”

เศรษฐกิจปีชวด “หนูสองตัว”

“ดร.อมรเทพ” กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจปีหน้าที่เป็นปีชวด เหมือนหนูสองตัว คือ เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยหนูที่เป็นโอกาส คือ ช. เชิญชวนย้ายฐาน การลงทุนน่าจะเป็นปัจจัยบวก, ว. วาดแผนการคลัง เชื่อว่าหลังงบประมาณออกได้การลงทุนภาครัฐจะเดินหน้าเต็มที่ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนได้ และ ด. ดันท่องเที่ยวหนุนไทย เป็นอีกปัจจัยบวกของไทย ส่วนหนูที่ท้าทาย คือ ช.ช้ำบ้านล้นตลาด ซึ่งก็สะท้อนว่ากำลังซื้อยังอ่อนแอ แต่คงไม่เหมือนวิกฤตปี 2540 โดยผู้ประกอบการยังสามารถปรับตัวได้, ว. วุ่นค่าบาทผันผวน บาทยังแข็งค่าในปีหน้า แต่ไม่ถึง 7-8% เท่าปีนี้ และ ด. ดวลเดือดจีน-มะกัน สงครามการค้ายังอยู่แต่ไม่รุนแรงมากนัก

“ปีชวดที่เป็นหนูสองตัว ก็คือ ยังมีทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังต้องจับตากันอยู่ โดยภาพรวมทางออกก็มี ถ้าภาครัฐอยากกระตุ้นกำลังซื้อระดับกลาง ก็สามารถที่จะลดภาษีได้ หรืออย่างน้อยก็ออกแบบนโยบายให้กระจายอำนาจทางการคลังไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น” ดร.อมรเทพกล่าวสรุป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าเงินบาท ดอกเบี้ย