เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
Biz Movement ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Finance มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
Business Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
Politics โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
Finance ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
ดูทั้งหมด

วิกฤตน้ำแล้งลากยาว 6 เดือน นาปรัง 2.7 ล้านไร่เตรียมยืนต้นตาย

19 ธ.ค. 2562 | 16:15น.

น้ำใช้ลุ่มเจ้าพระยาเหลือแค่ 26% แต่ต้องลากยาวกว่าฝนจะตกในอีก 6 เดือนข้างหน้า เหตุเขื่อนหลักของประเทศเก็บน้ำได้น้อยมาก ด้านชาวนาเหนือตอนล่างต่อภาคกลางระทึก นาปรัง 2.76 ล้านไร่เตรียมตัวยืนต้นแห้งตาย อีสานอ่วมไม่แพ้กัน เขื่อนอุบลรัตน์หนักสุดน้ำติดลบ -4% จับตา “ขอนแก่น-บุรีรัมย์” แล้งหน้าถึงขั้นขาดน้ำกิน-น้ำใช้

ดร.ชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 ว่า จะประสบความรุนแรงในพื้นที่ 54 อำเภอ 20 จังหวัดนอกเขตชลประทานที่ “เสี่ยง” ขาดน้ำเพื่อการเกษตรและบางพื้นที่อาจจะถึงขั้นขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

“สภาวะอากาศที่เกิดขึ้นหลังเดือนพฤษภาคมพบว่า ทั้งประเทศมีปริมาณฝนน้อยโดยทั่วถึง แม้จะมีพายุพัดผ่านเข้าสู่ประเทศไทยถึง 3 ลูก ได้แก่ ปาบึก-โพดุล-นากรี แต่ส่วนใหญ่เกิดฝนตกหนักใน สปป.ลาว และจังหวัดริมขอบแม่น้ำโขง ส่งผลให้พื้นที่ตอนในของประเทศมีปริมาณน้ำฝนไม่มากนัก จนอาจเรียกได้ว่า เกิดปรากฏการณ์ฝนตกน้อยเป็นหย่อม ๆ ปริมาณฝนสะสม(1 มกราคม-12 ธันวาคม 2562) ในหลายพื้นที่ของประเทศต่ำกว่า 800 มิลลิเมตร ตั้งแต่จังหวัดขอนแก่น-อุดรธานี-นครราชสีมา-กำแพงเพชร-อุทัยธานี ทำให้อ่างเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ของประเทศขณะนี้มีปริมาตรน้ำใช้การได้ต่ำกว่าร้อยละ 30 หลายแห่ง และที่น่ากังวลที่สุดก็คือ อ่างในเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาตรน้ำติดลบถึง -4% ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว ซึ่งจะส่งผลไปถึงน้ำกินน้ำใช้ของประชาชนในจังหวัดขอนแก่นโดยตรง” ดร.ชวลิตกล่าว

ทั้งนี้มีอ่างเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ของประเทศที่มีปริมาตรน้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 20 ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2562 ปรากฏเขื่อนภูมิพล 1,893 ล้าน ลบ.ม. (20%), แม่มอก 19 ล้าน ลบ.ม. (20%), จุฬาภรณ์ 9 ล้าน ลบ.ม. (7%), อุบลรัตน์ -7 ล้าน ลบ.ม. (-4%), ลำพระเพลิง 23 ล้าน ลบ.ม. (15%), ลำนางรอง 20 ล้าน ลบ.ม. (17%), ทับเสลา 20 ล้าน ลบ.ม. (14%) และกระเสียว 22 ล้าน ลบ.ม. (8%) โดยมีข้อสังเกตว่า เขื่อนลำปาว มีปริมาตรน้ำใช้การได้สูงถึง 1,403 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 75% แต่เขื่อนอุบลรัตน์ที่อยู่ในพื้นที่อีสานตอนกลางใกล้เคียงกับเขื่อนลำปาวกลับมีปริมาตรน้ำติดลบหนัก

“กรณีนี้เห็นได้ชัดว่า พายุที่พัดผ่าน สปป.ลาวเข้ามาไทยไปไม่ถึงพื้นที่รับน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ ทำให้แทบไม่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่าง ตรงนี้ชัดเจนว่า เกิดจากอิทธิพลฝนน้อยและตกเป็นหย่อม ๆ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเขื่อนลำนางรอง ส่งผลให้ปีหน้าพื้นที่จังหวัดขอนแก่นกับบุรีรัมย์ จะเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้อย่างหนัก” ดร.ชวลิตกล่าว

เสี่ยงจัดสรรน้ำไม่ถึงฤดูฝนปี”63

สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่อาศัยน้ำจาก 4 เขื่อนหลักมีปริมาตรน้ำใช้การได้ ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2562 เขื่อนภูมิพล 1,893 ล้าน ลบ.ม. (20%), เขื่อนสิริกิติ์ 2,107 ล้าน ลบ.ม. (32%), เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 413 ล้าน ลบ.ม. (46%) และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 266 ล้าน ลบ.ม. (28%) รวมมีปริมาตรน้ำใช้การได้แค่ 4,680 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 26 เท่านั้น โดยน้ำจำนวนนี้จะต้องใช้ไปถึงช่วงเดือนพฤษภาคมต่อมิถุนายนหรือจนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝนของปี 2563 ส่งผลให้กรมชลประทานไม่มีทางเลือกจำเป็นต้องระบายน้ำออกมาแค่วันละ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรองรับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและผลักดันน้ำเค็มเป็นหลักเท่านั้น จนแทบจะไม่สามารถระบายน้ำเพื่อการเกษตรได้อีกแล้ว

“จากตัวเลขล่าสุดของแผนการระบายน้ำฤดูแล้ง 2562/63 กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ทั้งฤดูกาล (1 พ.ย. 2562-30 เม.ย. 2563) แผนการจัดสรร 3,866 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้ใช้ไปแล้ว 966.94 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 25.01 ของแผนเฉพาะวันที่ 1-12 ธันวาคม ระบายน้ำออกไปแล้ว 228.24 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 37.64 (แผน 598.40 ล้าน ลบ.ม.) และถ้ายังระบายน้ำออกมาในระดับนี้มีความเสี่ยงมากกว่า เมื่อถึงช่วงพฤษภาคมจะเหลือปริมาณน้ำอยู่ไม่ถึง 876 ล้าน ลบ.ม.” แหล่งข่าวในสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าว

Advertisement

ด้านกรมชลประทานได้วางแผนการใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563) ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาณน้ำต้นทุนสามารถใช้การได้จํานวน 26,666 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศจํานวน 17,699 ล้าน ลบ.ม. ผลการจัดสรรน้ำ (อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง) ทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน (17 ธันวาคม 2562) ปรากฏใช้น้ำไปแล้ว 4,154 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ของแผนจัดสรรน้ำ

นาปรังยืนต้นตาย 1.3 ล้านไร่

ดร.ชวลิตได้แสดงความเป็นห่วงพื้นที่ปลูกข้าวในเขตภาคเหนือตอนล่างต่อเนื่องมาถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นปี 2563 ครอบคลุมทั้งข้าวนาปรังรอบแรก (ก.พ.-มี.ค.) และรอบสอง จากการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกข้าวล่าสุดของ GISTDA พบว่า พื้นที่ปลูกข้าว 6.17 ล้านไร่ในปัจจุบันจะมีปริมาณน้ำจากการระบายของเขื่อนหลักเพียงพอไปจนถึงการเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 3.41 ล้านไร่เท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่ปลูกข้าวในช่วงต้นปี 2563 ที่จะรอการเก็บเกี่ยวเหลืออยู่อีกไม่ต่ำกว่า 2.76 ล้านไร่ที่จะขาดน้ำ

“พื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 2.76 ล้านไร่จะขาดน้ำแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวนอกเขตชลประทาน ไล่มาตั้งแต่จังหวัดสุโขทัย-พิษณุโลกบางส่วน-พิจิตร-กำแพงเพชรบางส่วน-นครสวรรค์-สิงห์บุรี-อ่างทอง-พระนครศรีอยุธยา-บางส่วนของปทุมธานี เพราะไม่สามารถระบายน้ำจากเขื่อนหลักเพื่อการเกษตรได้อีกแล้วในช่วงท้ายของแผนการระบายน้ำ และหากปีหน้าเกิดสถานการณ์ฝนล่าช้าขึ้นมาอีก ความเสียหายก็จะหนักยิ่งขึ้น จากความจำเป็นที่กรมชลประทานจะต้องจัดสรรน้ำโดยให้ความสำคัญกับน้ำกินน้ำใช้ก่อนเป็นอันดับแรก” ดร.ชวลิตกล่าว

อย่างไรก็ตาม วงการค้าข้าวได้ประมาณการตัวเลขจากพื้นที่ปลูกข้าวที่จะขาดแคลนน้ำจนต้องปล่อยให้ข้าวแห้งตายจะคิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกที่จะประสบความเสียหายอยู่ระหว่าง 1.2-1.3 ล้านตัน