เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ชัชชาติ” ลงพื้นที่คลองประเวศ บึงหนองบอน เร่งตัดน้ำเข้าแก้มลิง
News “ชัชชาติ” ลงพื้นที่คลองประเวศ บึงหนองบอน เร่งตัดน้ำเข้าแก้มลิง
“ชัชชาติ” กางแผนรับมือฝนตก-น้ำรอระบายทั่วกรุง เดินเครื่องสูบสู้ตลอดคืน ห่วง 200 จุดเสี่ยง
News “ชัชชาติ” กางแผนรับมือฝนตก-น้ำรอระบายทั่วกรุง เดินเครื่องสูบสู้ตลอดคืน ห่วง 200 จุดเสี่ยง
‘มิน อ่อง ไลง์’ เดินเกมดึง ‘สหรัฐฯ’ คืนถิ่น หวังถ่วงดุลจีน-ปลดแซงก์ชั่นเศรษฐกิจ
World ‘มิน อ่อง ไลง์’ เดินเกมดึง ‘สหรัฐฯ’ คืนถิ่น หวังถ่วงดุลจีน-ปลดแซงก์ชั่นเศรษฐกิจ
อนุทิน มอนิเตอร์ฝนหนัก สั่งรับมือน้ำท่วมฉับพลัน ดูแล ปชช.อย่าให้มีปัญหา
Politics อนุทิน มอนิเตอร์ฝนหนัก สั่งรับมือน้ำท่วมฉับพลัน ดูแล ปชช.อย่าให้มีปัญหา
‘แอปเรียกรถ’ เร่งดึงคนขับเข้าระบบ อัด ‘อินเซนทีฟ’ ชุดใหญ่ ก่อนเดดไลน์ 30 ก.ย. 2569
Tech ‘แอปเรียกรถ’ เร่งดึงคนขับเข้าระบบ อัด ‘อินเซนทีฟ’ ชุดใหญ่ ก่อนเดดไลน์ 30 ก.ย. 2569
เซ็นทรัลฯ ให้จอดรถฟรี 4 สาขา “อยุธยา-โคราช-ชลบุรี-ศรีราชา” ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Biz Movement เซ็นทรัลฯ ให้จอดรถฟรี 4 สาขา “อยุธยา-โคราช-ชลบุรี-ศรีราชา” ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
บีโอไอ ดึง ‘อินฟินีออน’ ลงทุน 4.8 หมื่นล้าน ดันชิปเมดอินไทยแลนด์
Economic บีโอไอ ดึง ‘อินฟินีออน’ ลงทุน 4.8 หมื่นล้าน ดันชิปเมดอินไทยแลนด์
‘ษัษฐรัมย์’ เคลียร์วิธีลงคะแนน 7 หมายเลข แทนผู้สมัครโดนตัดสิทธิ์ ปลุกผู้ประกันตนสกัดเสียงจัดตั้ง
News ‘ษัษฐรัมย์’ เคลียร์วิธีลงคะแนน 7 หมายเลข แทนผู้สมัครโดนตัดสิทธิ์ ปลุกผู้ประกันตนสกัดเสียงจัดตั้ง
Toyota Gazoo Racing Thailand เปิดสนามช้างฯ ดวลความเร็ว 26-27 กันยายนนี้
Automotive Toyota Gazoo Racing Thailand เปิดสนามช้างฯ ดวลความเร็ว 26-27 กันยายนนี้
‘ภราดร’ ถกคลังแก้สภาพคล่อง กยศ. เล็งทบทวนเกณฑ์การกู้ใหม่
Finance ‘ภราดร’ ถกคลังแก้สภาพคล่อง กยศ. เล็งทบทวนเกณฑ์การกู้ใหม่
ดูทั้งหมด

CEO ถอดรหัสเศรษฐกิจปี’63 กำลังซื้อฝืด-ธุรกิจรัดเข็มขัด

03 ม.ค. 2563 | 13:21น.

บิ๊กซีอีโอยักษ์ธุรกิจถอดรหัสความท้าทายปี 2563 “ซีพีเอฟ-เอไอเอส-สยามพิวรรธน์-พฤกษาฯ-ล็อกซเล่ย์-บี.กริม” ประสานเสียงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ ฉุดกำลังซื้อในประเทศซบเซา ยิ่งบริษัทใหญ่ยิ่งต้องรัดเข็มขัด “อดิเรก ศรีประทักษ์” ชี้ปัจจัยเสี่ยง “ภัยแล้ง-บาทแข็ง” หวั่นผู้บริโภคเข้าสู่โหมดประหยัด เจ้าแม่ไอคอนสยามกระทุ้งรัฐต้องเทกแอ็กชั่นปัญหา “ท่องเที่ยว” ด้าน “สมชัย-เอไอเอส” สู่สมรภูมิสื่อสารแข่งดุ หวั่นเกมชิงผู้นำ 5 จี โอเวอร์อินเวสต์เมนต์

ก้าวสู่ปีใหม่ 2563 เศรษฐกิจไทยยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่มีข่าวดี และล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2563 อยู่ที่ 2.8% จากเดิมที่คาดการณ์ 3.3%เนื่องจากการชะลอตัวของภาคการส่งออกเป็นสำคัญ หลังจากปี 2562 ที่คาดว่าส่งออกทั้งปีจะติดลบ 3.3% และปี 2563 ส่งออกขยายตัว 0.5% รวมถึงแรงกระตุ้นการลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่ช้ากว่าคาด ทำให้กำลังซื้อในประเทศถดถอย

ขณะที่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี เผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องโดยที่ ธปท.ออกมาส่งสัญญาณว่า กำลังเกิดปัญหา “ผิดนัดชำระหนี้” เพิ่มทั้งในส่วนหนี้ครัวเรือนและเอสเอ็มอี

“ประชาชาติธุรกิจ” ฉบับเปิดศักราชปีใหม่ 2563 “เตือนคุณล่วงหน้า ทุกคำ ทุกข่าว” ได้รวบรวมมุมมองบิ๊กซีอีโอยักษ์ใหญ่ของประเทศ เพื่อสะท้อนภาพการดำเนินธุรกิจ และการปรับตัวในปี 2563 ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโตอ่อนแรง

อดิเรก ศรีประทักษ์

บาทแข็ง-ภัยแล้งท้าทายธุรกิจ CPF

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2563 น่าจะขยายตัวไม่มาก 2-3% อาจมีผลให้ประชาชนต้องประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แต่ยังมองว่าประชาชนจะไม่ลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหาร เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการครองชีพ และซีพีเอฟผลิตโปรตีนราคาถูกทำให้ยอดขายในประเทศที่มีสัดส่วน 27-28% ไม่กระทบแต่อาจอ่อนตัวหรือโตไม่เท่ากับต่างประเทศ

ปัจจัยเสี่ยงที่ท้าทายธุรกิจเกษตรในปี 2563 จะเป็นเรื่องของภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตอาจจะปรับลดลง ต้นทุนการผลิตอาจจะสูงขึ้น และมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น โดยพืชและสัตว์แต่ละชนิดมีความต้องการใช้น้ำต่างกัน ดังนั้นผู้ประกอบการควรวางแผนการบริหารจัดการน้ำด้วย สำหรับมาตรการดูแลสินค้าเกษตรตามที่รัฐบาลมีนโยบายประกันรายได้พืชเกษตรที่สำคัญในปีที่ผ่านมา ถือเป็นนโยบายที่ดี ซึ่งรัฐบาลอาจดำเนินมาตรการต่อในปี 2563 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งถือว่ายังเป็นมาตรการที่จำเป็น

“ส่วนภาคการส่งออก บาทแข็งกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร แต่ซีพีเอฟไม่กระทบมากนัก เพราะฐานผลิตในประเทศหลัก ๆ ป้อนตลาดภายใน มีส่งออก 5% และยังมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศซึ่งจะช่วยบาลานซ์ต้นทุนกันได้”

ฮาราลด์ ลิงค์

จี้รัฐบาลหาต้นเหตุจีดีพีโตต่ำ 3%

นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริมกรุ๊ป กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจในเมืองไทยมาถึง 141 ปี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รัฐบาลต้องวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปี 2563 ขยายตัวต่ำกว่า 3% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนที่ต่างขยายตัวเกิน 3% ทั้งที่ไทยยังเป็นประเทศที่น่าสนใจของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจากที่ บี.กริม ได้ขยายการลงทุนไปเวียดนามและหลาย ประเทศในอาเซียน หากเปรียบเทียบแล้ว ประเทศไทยยังแข่งขันและเป็นประเทศที่นักลงทุนสนใจอยากมาลงทุนในส่วนของ บี.กริม แม้จะขยายการลงทุนไปหลายประเทศ แต่ บี.กริม ก็เป็นบริษัทที่รักประเทศไทย และต้องการอยู่ที่นี่

“เศรษฐกิจไทยยังไปได้ แต่ทำไมโตแค่ 3% ยังยาก ซึ่งรัฐบาลต้องคิดว่าต้องการเติบโตแบบไหน จีดีพีสะท้อนคุณภาพไหม อย่างเรื่องการท่องเที่ยว ต้องการจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว หรือต้องการนักท่องเที่ยวแบบไหน ทุกอย่างมีทางเลือกเสมอ จะพัฒนาสาธารณูปโภคเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว หรือจะหานักท่องเที่ยวที่ชอบความเป็นเรา”

รวมทั้งรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งกระทบต่อส่งออก หากสามารถทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพได้ จะช่วยให้การส่งออกปี 2563 เติบโตมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าบางอย่างก็มาจากปัญหาค่าเงินบาทที่ทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโต เป็นไปได้ไหมจะทำให้ค่าบาทอ่อนลง อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทไม่ใช่ประเด็นเดียว เพราะถ้าดูทั่วโลกประเทศที่ไปได้ดีที่สุด ก็เป็นประเทศที่มีอัตราแลกเปลี่ยนแข็งแกร่ง เช่น สมัยก่อนเงินดอยช์มาร์กแข็ง แต่เศรษฐกิจยังเติบโตทั้งที่เงินแข็งค่า เพราะคนต้องขยัน ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยว่าได้แก้ปัญหาอย่างจริงจังหรือไม่ อาจจะเป็นปัญหาภายในประเทศที่คน สังคม ขาดไฟไม่ได้ช่วยกันแก้ปัญหา

“แนวทางแก้ไขของรัฐบาลไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถ ความตั้งใจ แต่จำเป็นต้องมีโอกาสและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย ทั้ง 3 อย่างต้องไปด้วยกัน เพราะถ้าดูประสิทธิภาพประสิทธิผลของประเทศไทยไม่แพ้ใครในโลก ผมคิดว่าทุกรัฐบาลตั้งใจอยากช่วยเศรษฐกิจเติบโต ขณะที่ประเทศไทยมีภาคเอกชนที่ค่อนข้างแข็งแรง แต่ประเด็นคือรัฐบาลของเราก็เปลี่ยนตลอด ส่งผลต่อความต่อเนื่องของนโยบาย ถ้ารัฐบาลมีเสถียรภาพก็จะทำให้เอกชนทำงานง่ายขึ้น”

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

“AIS” กับ 3 ความท้าทายปี 2563

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวถึงความท้าทายในปี 2563 ว่า มี 3 เรื่อง เรื่องแรก คือการแข่งขัน ถ้ายังแข่งด้านราคาอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ไม่ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยรวม การใช้โปรโมชั่นแย่งลูกค้าระยะสั้น เหมือนผู้บริโภคได้ประโยชน์ แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ซึ่งทุกโอเปอเรเตอร์คงต้องเรียนรู้ ถ้ารักษาลูกค้าเก่าได้ดี นำเงินที่เอามาใช้กับแคมเปญการตลาดกับการแจกมือถือมาดูแลลูกค้า จะเป็นประโยชน์กับลูกค้าในระยะยาวมากกว่าความท้าทายที่สอง คือ “การลงทุนด้าน 5G”

“เราพร้อมสนับสนุนรัฐบาล แต่ก็โยงกลับมาที่การแข่งขัน การชิงความเป็นผู้นำ อาจทำให้เกิดโอเวอร์อินเวสต์เมนต์ ประกอบกับรัฐบาลไปเร่งผลักดันมากไป เช่น การลงทุนในพื้นที่อีอีซี ต้อง 50% เพื่อให้ได้เงื่อนไขในการจ่ายเงินที่ดี ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีความต้องการในการใช้งานแค่ไหน เหมือนลงทุนแล้วไปตายเอาดาบหน้าคือ ลงทุนไปก่อน กู้เงินมาใช้ก่อน ทั้งที่ยังไม่ออกดอกออกผล เราพร้อมลงทุนถ้ามีดีมานด์ เพราะถ้าทำไม่ดีจะเหมือนห้างคือเราไม่ได้จำเป็นต้องซื้อสินค้าแต่พอมีลดราคา 70-80% ก็ซื้อเหมือนถูก แต่จริง ๆแล้วแพง เพราะซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้”

นายสมชัยกล่าวต่อว่า แม้ธุรกิจของเอไอเอสจะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคและธุรกิจจำเป็นต้องใช้ แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันจึงถือเป็นความท้าทาย เรื่องที่ 3 ก็คือ แทนที่จะโตได้เยอะเพราะลงทุนมากขึ้น จากเดิมลงทุนแต่ละครั้งอยู่ได้ 10 ปี แต่วันนี้ลงทุน 4G ยังไม่ทัน 5 ปี ก็ต้องลงทุนใหม่ ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ครอบคลุมต้นทุน ทำให้แทนที่จะโตในอัตราตัวเลข 2 หลัก ก็อาจโตเป็นตัวเลขหลักเดียว

“เราทำเรื่องออปติไมเซชั่นอยู่แล้ว เมื่อรายได้ไม่เพิ่มขึ้นมากก็ต้องคุมคอสต์ไม่ให้โตมาก อะไรที่ยังไม่จำเป็นก็ยังไม่ต้องใช้ แต่อะไรที่จำเป็นก็ต้องลง ไม่สามารถประหยัดได้ เพราะธุรกิจถ้าประหยัด ไม่ลงทุน จะมีปัญหาในอนาคต การทำออปติไมเซชั่น คือ เลือกทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ อย่างเรื่องดิสรัปชั่น ไม่ใช่เราไม่โดนแต่เอไอเอสโชคดีที่อยู่ในสเตจที่ดีกว่าคนอื่น เพราะเราขยายธุรกิจฟิกซ์บรอดแบนด์ ขยายการทำตลาดในกลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ ถ้าไม่มีขยายไปทำสิ่งใหม่ก็อาจต้องลดคนแต่พอขยายก็โยกคนไปทำสิ่งใหม่ได้ ไม่ใช่ไม่เผชิญเทคโนโลยีดิสรัปชั่น แต่ทำสิ่งใหม่เพื่อให้คนของเรา ธุรกิจของเราไปต่อได้”

ปิยะ ประยงค์

อสังหาฯเว้นวรรค 1 ปี รอฟื้นตัวปี’64

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มพฤกษา-แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2562 ภาพรวมตลาดบ้าน-คอนโดมิเนียมมียอดขาย

ใหม่ติดลบ 15-20% เทียบกับปี 2561 ซึ่งมีภาวะบูมของสินค้าคอนโดฯอย่างเห็นได้ชัด และคาดว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องปี 2563 ภาพรวมตลาดยังไม่ดีมากนัก ประเมินแบบให้กำลังใจ คือ มีโอกาสทรงตัว หรือโต 5% นั่นหมายความว่า ยังเป็นปีที่ไม่สดใสสำหรับภาคธุรกิจอสังหาฯ โดยยอดขายปี 2562 ที่คาดว่าติดลบถึง 15-20% มีหลายปัจจัย โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการ LTV-loan to value แบงก์ชาติบังคับเพิ่มเงินดาวน์ 20%ในการขอสินเชื่อซื้อหลังที่ 2 เป็นต้นไป ทำให้นักลงทุนและนักเก็งกำไรหายไปเกือบหมด ปัญหาเงินบาทแข็ง-เงินหยวนอ่อนค่า ทำให้อสังหาฯไทยแพงขึ้น จนลูกค้าจีนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักชะลอการตัดสินใจซื้อ

ส่วนปัญหาในประเทศมาจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ในภาวะที่จีดีพีต่ำเพียง 2% กว่า ทำให้ตลาดกลาง-ล่างไม่มีกำลังซื้อ คนไทยเป็นหนี้เยอะ ตัวชี้วัดมาจากยอดปฏิเสธสินเชื่อในตลาดรวมสูงกว่าปกติ หรือเกิน 50% ตลาดกลาง-บน แม้มีกำลังซื้อสูง แต่ก็ไม่มั่นใจก็เกิดภาวะไม่ตัดสินใจเพราะต้องการรอช็อปของถูก

สรุปแล้วปี 2563 ไม่สดใส ต้องรอโอกาสฟื้นตัวในปี 2564 ที่คาดว่าปัจจัยลบทั้งเทรดวอร์ เศรษฐกิจและการเมืองในประเทศคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น

“พฤกษาฯทำแผนรัดเข็มขัดองค์กรด้วยการหันกลับมาบริหารจัดการค่าใช้จ่ายตัวที่เป็นต้นทุนพัฒนาโครงการตั้งแต่กลางปี 2562 แล้ว เทรนด์การทำธุรกิจปีชวด แผนธุรกิจเป็นแผนตั้งรับไม่ใช่แผนรุกโฟกัสไปที่การระบายสต๊อกสะสมทั้งของเก่าและของใหม่ที่ทยอยสร้างเสร็จรวมกัน 1.2-1.4 หมื่นล้านเป็นหลัก”

ชฎาทิพ จูตระกูล

ท่องเที่ยวรัฐบาลต้องเทกแอ็กชั่น

นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงการดำเนินธุรกิจในปี 2562 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่ยากมาก เพราะมีตัวแปรซึ่งไม่สามารถคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นถาโถมเข้ามาโดยเฉพาะค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่นเดียวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งมีผลต่อสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก สิ่งที่สยามพิวรรธน์ทำเพื่อรับมือก็คือ การโฟกัสไปที่ธุรกิจตลอดเวลา การทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพสูงที่สุดและยืดหยุ่น เพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์รับกับสถานการณ์แต่ละช่วงเวลาอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องดิจิทัลดิสรัปชั่น รวมถึงอีคอมเมิร์ซ ซึ่งตนเชื่อว่าท้ายที่สุด คนเรายังต้องพบปะมากกว่าการคุยกับแมชีน การสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภค การมีบริการที่ดีจะทำให้ยึดโยงลูกค้าได้ อีกทั้งการมีศูนย์การค้าในมือเพียง 4 แห่ง คือ สยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม ทำให้สามารถโฟกัสการดำเนินงานของแต่ละแห่งได้อย่างเต็มที่

“แน่นอนว่าเป็นเรื่องยากเมื่อต้องสู้กับสิ่งที่คาดการณ์อะไรไม่ได้ แต่ตลอด 45 ปีของสยามพิวรรธน์ ไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ เราไม่เคยต้องปิดศูนย์การค้า หรือพาผู้เช่าไปขาดทุน ผลงานที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าเป็นแบบนั้น”

นางชฎาทิพกล่าวถึงผลดำเนินงานของกลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ว่า เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้ จากการปรับเปลี่ยนแนวทางการตลาด ลดโปรโมชั่นด้านราคา และหันมาทำ emotion marketing เพิ่มขึ้นรวมถึงการทำเมมเบอร์ชิปโปรแกรม ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวแม้ว่าโดยรวมจะลดลง แต่การที่บริษัทมุ่งทำตลาดต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นลูกค้ากลุ่ม FIT มานานแล้ว ไม่ได้เน้นกรุ๊ปทัวร์ ทำให้ยอดขายรวมยังไปได้

“ทุก ๆ ปีตลาดนักท่องเที่ยวจะมีการเติบโต แต่ปี 2562 ที่ผ่านมาค่อนข้างนิ่ง ๆ แต่ความคึกคักที่เพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคม ทำให้มั่นใจว่าตลาดนักท่องเที่ยวน่าจะเสมอตัว ไม่ได้เพิ่มหรือลด”

สำหรับโครงการไอคอนสยาม ซึ่งเพิ่งเปิดบริการได้ครบ 1 ปีด้วยว่า อาจมีช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งดูแผ่ว ๆ ไป แต่กลับมาดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ทั้งเชื่อว่าจะดียิ่งขึ้นภายหลังรถไฟฟ้าเปิดให้บริการกลางปี 2563 จะช่วยพาคนที่อยากมาแล้วยังไม่ได้มาเนื่องจากกลัวปัญหาจราจรให้มาได้

นางชฎาทิพมองการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ว่า ไม่ง่ายอย่างแน่นอน ทั้งจากปัญหาค่าเงิน และกำลังซื้อภายในประเทศ โดยสยามพิวรรธน์ได้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 6-7% จากปกติจะต้องโต 8-9% และหากเห็นตรงกันว่าประเทศไทยอยู่ได้เพราะการท่องเที่ยว รัฐบาลควรเทกแอ็กชั่นมากกว่านี้ อาทิ เรื่องของ tax refund ที่ปัจจุบันยังมีปัญหาระยะเวลาจ่ายคืนนาน หรือการอำนวยความสะดวกเรื่องการเข้าเมือง ต้องรอคิว ตม.นานมาก รวมถึงการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อดึงต่างชาติมาตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย ฯลฯ

สุรช ล่ำซำ

ยิ่งบริษัทใหญ่ยิ่งต้องรัดเข็มขัด

นายสุรช ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ล็อกซเล่ย์ กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของธุรกิจในปี 2563 คือ การหาอนาคตใหม่ให้กับธุรกิจ เป็นอีกปีที่ถือว่ายาก ยิ่งบริษัทใหญ่ยิ่งต้องรัดเข็มขัด การลงทุนต้องเห็นผลได้เร็ว และต้องชัดเจนว่าทำแล้วจะได้ผลตอบแทนเท่าไร และเมื่อใด

สำหรับล็อกซเล่ย์มีการตั้ง “คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการและการลงทุน” ขึ้นมาใหม่ เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาการลงทุนและการเข้าประมูลในโครงการต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นเฉพาะธุรกิจหลักที่มีความเชี่ยวชาญ และทำกำไรได้อย่างแท้จริง เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

“เมื่อก่อนด้วยความเป็นบริษัทใหญ่ มีคนมาชวนลงทุนทำนั่นทำนี่มากมาย เราก็ลงทุนไปเรื่อย แต่วันนี้ต่อให้มีเงินก็ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ไม่ใช่คิดอะไรไม่ออก นึกถึงล็อกซเล่ย์มีหมดทุกอย่าง แต่นี่เป็นยุคที่จะต้องโฟกัสที่ธุรกิจหลัก ต้องล้างภาพความหลากหลาย แต่ต้องตอกย้ำภาพความเชี่ยวชาญในธุรกิจ สร้างกำไรอย่างยั่งยืน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยากจะคาดเดา”

ดังนั้น ในการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ของล็อกซเล่ย์ ที่มีผล 1 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา จึงแบ่งเป็น 5 แกนหลักที่เป็นความเชี่ยวชาญของล็อกซเล่ย์ ที่สามารถสร้างรายได้และทำกำไร พร้อมเติบโตในอนาคต ได้แก่ ธุรกิจพลังงาน, ธุรกิจไอที, ธุรกิจเน็ตเวิร์กโซลูชั่น, ธุรกิจบริการ และธุรกิจอาหารและการจัดจำหน่าย

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ล็อกซเล่ย์ได้ปิดบริษัทในเครือที่ไม่เกี่ยวข้องกับ core business ไปแล้วกว่า 30%”