Skip to content

‘ไทย-เมียนมา’ ร่วมทำแนวกันไฟสกัดฝุ่นควัน ชายแดน’เชียงราย’

24 ม.ค. 2563 | 15:03น.
‘ไทย-เมียนมา’ ร่วมทำแนวกันไฟสกัดฝุ่นควัน ชายแดน’เชียงราย’

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีขนส่งห้วยไคร้ จ.เชียงราย ชายแดนไทย-เมียนมา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ฝึกซ้อมระดมพลดับไฟและจัดทำแนวกันไฟ 2 แผ่นดิน (ไทย-เมียนมา) โดยนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย นำหน่วยงานภาครัฐและประชาชนเข้าร่วม โดยโครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยเป็นการประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันระดับท้องถิ่นกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการจัดกิจกรรมหลากหลายคือการปล่อยขบวนนักปั่นอาสาตรวจหาไฟตามเส้นทางต่างๆ เพราะจักรยานเข้าถึงพื้นที่ได้สะดวกกว่าการเดินเท้าหรือการใช้รถยนต์

หลังจากนั้น นายวราวุธ ได้เดินทางไปยังสนามกีฬามิตรภาพไทย-เมียนมา ฐานช้างมูบ อ.แม่สาย ชายแดนไทย-เมียนมา โดยมีรองนายอำเภอท่าขี้เหล็ก ดับเพลิง ป่าไม้ สิ่งแวดล้อม เกษตร และผู้ประสานงานคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (ทีบีซี) จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เข้าร่วมด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีการร่วมกันจัดตั้งนักปั่นอาสาตรวจหาไฟป่า ฝึกซ้อมระดมพล จัดทำแนวกันไฟ 2 แผ่นดินระหว่างประเทศไทยและเมียนมา โดยมีการพบปะหารือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายเมียนมา เพื่อสรุปผลการแก้ไขปัญหาร่วมกันที่ผ่านมาและวางแผนสำหรับอนาคต รวมทั้งฝ่ายไทยได้มอบอุปกรณ์ดับไฟป่า เสบียงอาหาร ให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ และมีการสาธิตฝึกซ้อมการระดมพลดับไฟป่า ก่อนจะจัดทำแนวกันไฟ 2 แผ่นดินไทยร่วมกันตามจุดสำคัญๆ ต่อไป

”เมื่อเกิดภัยธรรมชาติเกิดขึ้นมาแล้วคิดว่าแต่ละฝ่ายก็คงไม่คำนึงว่าสภาพปัญหาเกิดจากประเทศใดเพราะต่างก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน ดังนั้นความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ประเทศและประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายจึงเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะปัจจุบันความรุนแรงจากภัยธรรมชาติมีสูง เช่น ไฟป่าในประเทศบราซิล ออสเตรเลีย ฯลฯ ที่ก่อให้เกิดควมเสียหายต่อทั้งระบบนิเวศน์ สัตว์ป่า และประชาชน ขณะที่เจ้าหน้าที่ของทั้งไทยและเมียนมาต่างก็มีข้อจำกัดเรื่องกำลังพลโครงการที่มีการดึงเอาภาคประชาชนเข้ามาสนับสนุน การอาสามัครเฝ้าระวัง ฯลฯ จึงจะทำให้การเฝ้าระวังป้องกันและดับไฟเมื่อเกิดการลุกไหม้ขึ้นแล้วมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ในช่วงนี้ที่มีจุดความร้อนหรือฮอตสปอตเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ขอให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าไปกำกับดูแลแล้ว ส่วนภาคประชาชนนั้นก็ขอให้ยับยั้งการเผา โดยเข้าไปทำความเข้าใจว่าเป็นวิถีชีวิตเรื่องการทำไร่ที่ทำติดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน แต่สภาพปัจจุบันนั้นแตกต่างจากในอดีตเมื่อ 20-30 ปีก่อน เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้นผลกระทบก็จะมากขึ้น และท้ายที่สุดผู้ได้รับผลกระทบมากก็ประชาชนส่วนใหญ่นั่นเอง

ด้านนายธัญญา กล่าวว่าภาคเหนือตอนบนมีแนวเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นระยะทางไกล โดยในส่วนของ จ.เชียงราย มีชายแดนติดกับประเทศเมียนมาระยะยาวประมาณ 130 กิโลเมตร ในเขต อ.แม่จัน อ.แม่ฟ้าหลวง อ.เชียงแสน และ อ.แม่สาย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ดังนั้นจึงได้กำหนดจัดกิจกรรมโดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเมียนมาในการทำแนวกันไฟไทย-เมียนมา ประจำปี 2563 ขึ้น เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่าในปี 2562 ที่ผ่านมา จ.เชียงราย เกิดจุดความร้อนหรือฮอตสปอตในช่วงประกาศห้ามการเผาของ จ.เชียงราย ตั้งแต่กลางเดือน ก.พ.-เม.ย.จำนวนจำนวน 836 จุด และระหว่างการประกาศแล้วจำนวน 8,043 จุดและหลังจากนั้นเกิดขึ้นอีก 2,061 จุด มีพื้นที่ที่ถูกเผารวมกันทั้งหมด 103,000 ไร่ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย มีการจับกุมดำเนินคดีกับผู้เผาจำนวน 74 คน.

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไฟป่า