หุ้นไทยวันนี้ ปิดตลาดภาคเช้า +6.82 จุด ดัชนี SET อยู่ที่ระดับ 1,520 จุด
การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (29 ม.ค.) ดัชนี SET Index ปิดตลาดภาคเช้า อยู่ที่ระดับ 1,520.08 จุด ปรับขึ้น +6.82 จุด หรือคิดเป็น +0.45% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 28,111 ล้านบาท โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,516.70-1,528.14 ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่
1. AOT มูลค่าซื้อขาย 2,778.14 ล้านบาท ราคาหุ้น +1.75 (+2.57%)
2. BAM มูลค่าซื้อขาย 1,815.89 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.75 (-2.88%)
3. PTT มูลค่าซื้อขาย 1,599.59 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.25 (-0.57%)
4. GPSC มูลค่าซื้อขาย 1,065.50 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.50 (-0.57%)
5. BBL มูลค่าซื้อขาย 768.61 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.50 (-0.35%)
6. KBANK มูลค่าซื้อขาย 706.85 ล้านบาท ราคาหุ้น -1.50 (-1.11%)
7. ADVANC มูลค่าซื้อขาย 695.44 ล้านบาท ราคาหุ้น -2.00 (-0.93%)
8. PTTEP มูลค่าซื้อขาย 666.51 ล้านบาท ราคาหุ้น +2.50 (+2.02%)
9. GULF มูลค่าซื้อขาย 646.74 ล้านบาท ราคาหุ้น +1.50 (+0.79%)
10. KCE มูลค่าซื้อขาย 607.32 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับขึ้น +5.98 จุด หรือ +0.59% อยู่ที่ 1,022.88 จุด ส่วนตลาด mai ปรับขึ้น +1.68 จุด หรือ +0.57% อยู่ที่ระดับ 298.80 จุด
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี เปิดเผยแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 29 ม.ค.63 ว่า ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นกลาง โดยคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET Index) จะแกว่งตัวในกรอบ 1,505 – 1,525 จุด แม้ว่าปัจจัยลบเรื่องของสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะยังคงอยู่ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 132 ราย และผู้ติดเชื้อ 5,974 ราย รวมถึงปัจจัยลบจากกระแสเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เป็นการขายสุทธิ (Net Sell) ต่อเนื่องจะเป็นแรงกดดันดัชนี
อย่างไรก็ตาม SET Index ได้ปรับตัวลงตอบรับข่าวลบไประดับหนึ่งแล้ว ประกอบกับวันนี้คาดว่าจะได้แรงหนุนจากตลาดหุ้นสหรัฐที่ฟื้นตัวขึ้น รวมถึงสินทรัพย์ปลอดภัย เช่นอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ดีดตัวขึ้น และราคาทองคำอ่อนตัวลง จะช่วยหนุนบรรยากาศ (sentiment) การลงทุนในระยะสั้น นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวขึ้นหลังมีกระแสข่าวว่ากลุ่มโอเปกอาจขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปถึงเดือน มิ.ย. (เดิมสิ้นสุดเดือน มี.ค.) จะเป็นบวกต่อดัชนีด้วยเช่นกัน
ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 28 – 29 ม.ค. โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.75%